ตามรอย มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ที่จตุรัสเทียนอันเหมิน

ตามรอย มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ที่จตุรัสเทียนอันเหมิน

วันที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมาเป็นวันครบรอบ 27 ปี

ของเหตุการณ์ เทียนอันเหมิน เติ้งเสี่ยวผิงสั่งทหารเข้าปราบปรามนักศึกษา ที่เรียกร้องประชาธิปไตย ประวัติศาสตร์บทนี้ยังเป็นรอยด่างของการเมืองจีนจนถึงวันนี้

คนจีนเรียกเหตุการณ์นี้ว่า 六四事件 (เหตุการณ์เดือน 6 วันที่ 4)

วันก่อนผมแวะไปจัตุรัสเทียนอันเหมิน เพื่อไปสัมผัสกับบรรยากาศของผู้คนล้นหลาม ที่มาพบปะกันโดยไม่ได้นัดหมายด้วยจุดประสงค์ที่ต่างกัน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคนจีน จากต่างจังหวัดและจากต่างประเทศ

ก่อนหน้านี้ไม่นาน เจ้าพ่อ Facebook มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก พาพรรคพวกมาวิ่งจ๊อกกิ้งที่บริเวณนี้ นัยว่าเพื่อประกาศให้ชาวโลกได้รู้ว่า เขากำลังเจรจาต่อรองกับผู้นำจีนเพื่อให้ Facebook สามารถเข้ามาให้นักท่องเน็ตหลายร้อยล้านคนสามารถเข้าถึง FB ได้

มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก วิ่งตรงจุดไหน ผมก็ไปวิ่งใกล้กับจุดนั้น เพื่อจะได้ใช้จินตนาการว่าเขาและพรรคพวกที่วิ่งนั้น ได้สัมผัสกับอะไรบ้างในย่านที่จอแจนั้น

แน่นอนว่ามาร์คคงไม่ได้ไปหวนรำลึกถึงเหตุการณ์ เทียนอันเหมินเหมือนคนจีนและผู้ติดตามการเมืองจีนทั้งโลก เพราะเขากำลังหาทางเจาะช่องทางธุรกิจสำหรับเขาเอง มากกว่าที่จะไปกระตุ้นให้ผู้นำจีนเปลี่ยนท่าทีทางการเมือง หรือให้เปิดกว้างสำหรับการแสดงความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่จีน

ผมไปวิ่งกลางจัตุรัสเพื่อเปิดหน้ารายการ ไทม์ไลน์สุทธิชัย หยุ่น ของ Nation TV นำเข้าสู่การได้สัมภาษณ์พิเศษ นายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียง ที่มหาศาลาประชาชน ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ตรงข้ามกับจัตุรัสแห่งนี้

ขณะที่ผมกำลังพยายามอัดเทปรายการกับช่างภาพ ที่ไม่ทำตัวให้เป็นคนทำทีวีนั้นเอง ก็มีตำรวจสองคนเข้ามาสอบถามด้วยน้ำเสียงกระโชกโฮกฮาก ถามขอพาสปอร์ต และขอให้เปิดกล้องดูว่าอัดอะไรลงไป

Producer/ช่างภาพของผม คงไม่เคยเจอสถานการณ์อย่างนี้มาก่อน แต่ก็ใจเย็น ซื้อเวลาเอาไว้ ค่อย ๆ กดปุ่มผิดบ้างถูกบ้าง และให้ดูเฉพาะภาพอันหล่อเหลาของผมที่กำลังวิ่งจ๊อกกิ้งอยู่ ไม่เห็นภาพเคลื่อนไหว ที่ผมกำลังบรรยายเปิดหน้าว่าด้วยความสำคัญทางการเมืองของจัตุรัสแห่งนี้

นักข่าวจาก China Daily ที่มาพร้อมกับผมก็ชี้แจงอธิบายว่า เราเป็นแขกรับเชิญของหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษของจีนฉบับเดียวแห่งนี้

ตำรวจจีนคงสงสัยว่าผมกำลังทำรายการทีวีอะไรสักอย่าง ที่เกี่ยวกับจัตุรัสเทียนอันเหมินนั่นแหละ แต่เมื่อเห็นว่ามีนักข่าวจีนเป็นตัวตนมายืนยันความเป็น แขกของผม ก็จึงผละออกไป หาไม่แล้ว สิ่งที่อัดเทปเอาไว้อาจจะถูกบังคับให้ต้องลบออก หรือไม่ก็อาจจะเป็นเรื่องเป็นราวมากกว่านั้นได้

เพราะช่วงนั้นใกล้กับวันครบรอบเหตุการณ์เทียนอันเหมินประจำปี มีการตั้งเต็นท์พิเศษเพื่อตรวจอาวุธทุกคนที่เข้าในบริเวณนั้น ตำรวจจีนทั้งในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบมีอยู่เต็มไปหมด ใครส่ออาการแปลกๆ หรือเตรียมจะมายกป้ายอะไรจะโดนเก็บไปทันที

ผมชี้ไปที่รูปใหญ่ที่วางโดดเด่นของท่านประธานเหมาเจ๋อตุง ณ จัตุรัสแห่งนี้และถามนักข่าวจีนรุ่นใหม่วัย 24 ว่าเธอมีความรู้สึกอย่างไรทุกครั้งที่เห็นภาพอดีตผู้นำคนนี้

หนูเป็นคนรุ่นใหม่ รู้แต่เพียงว่าท่านประธานเหมาเป็นผู้ก่อตั้งประเทศจีนยุคใหม่ แต่คนรุ่นพ่อแม่จะมีความรู้สึกผูกพันและเคารพนับถือท่าน รุ่นพวกเราก็เพียงเห็นเป็นสัญลักษณ์เท่านั้น พวกเราโตมาพร้อมกับบรรยากาศที่ว่า ประเทศจีนมีอาณาเขตใหญ่ ต้องมีกฎกติกาที่บางครั้งอาจจะถูกมองว่าเข้มข้นและเคร่งครัด โชคดีที่หนูไม่ได้ทำข่าวการเมือง ทำข่าวศิลปะและวัฒนธรรม ก็จึงไม่ได้ต้องเจอกับเรื่องอึดอัดอะไรมากนัก...”

ผมเล่าให้เธอฟังว่าผมมาที่จัตุรัสแห่งนี้เมื่อปี 1975 หรือ 40 ปีก่อน เพราะเป็นนักข่าวมาพร้อมกับคณะผู้แทนรัฐบาลไทย ที่นำโดยนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เพื่อลงนามกับท่านนายกฯ โจวเอินไหล (นายกฯไทยได้เข้าพบท่านประธานเหมาเจ๋อตุงด้วย) ในมหาศาลาประชาชน ที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามเพื่อเปิดสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ

 ผมจึงต้องเล่าบางตอนของประวัติศาสตร์ เหตุการณ์จัตุรัสเทียนอันเหมินวันที่ 4 มิ.ย. 1989 ให้นักข่าวจีนรุ่นใหม่ฟัง... อาจจะเป็นอีกด้านหนึ่งที่เธอไม่เคยได้รับรู้จากตำรา หรือตำนานเล่าขานของทางการจีนเลยก็เป็นได้