พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพฯลดเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม

พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพฯลดเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม

ก่อนหน้ารัฐธรรมนูญปี 2545 ประชาชนไทยไปโรงพยาบาลต้องจ่ายเงิน หากเป็นมะเร็งหรือไตวายเรื้อรัง

ก็ล้มละลายเป็นหนี้สินถ้วนหน้าและหนี้สินนั้นยังตกทอดไปยังลูกหลานยาวนาน ทำไมเป็นเช่นนั้นทั้งที่รัฐตั้งงบประมาณให้กระทรวงสาธารณสุขทุกปี จ่ายเงินเดือนหมอพยาบาลทุกเดือน สร้างโรงพยาบาลทุกอำเภอ แต่ประชาชนต้องตายจากไม่มีเงินรักษา รัฐไทยจะนิ่งเฉยดูดายได้อย่างไร

รัฐธรรมนูญไทยจึงต้องคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานการดำรงชีวิต บัญญัติมาตรา 52 รัฐธรรมนูญปี 2540 ว่าให้ชนชาวไทยย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานและผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย จึงเกิดกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติขึ้น เพื่อสร้างหลักประกันให้ประชาชนทุกคนได้รับบริการอย่างเสมอกัน และเป็นสิทธิมนุษยชนที่ทุกคนต้องได้รับโดยรัฐจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จึงยึดหลักสิทธิมนุษยชนเสมอหน้า บริหารจัดการทรัพยากรอย่างยุติธรรม ไม่เลือกปฏิบัติคนจน คนยากไร้ คนมีเงิน แต่จัดให้เสมอหน้ากัน เพราะมีข้อพิสูจน์แล้วว่า ระบบจ่ายบัตรรักษาคนจนไม่สามารถคุ้มครองคนจนได้ มีการบิดเบือนในระบบทำให้ได้คนไม่จนเข้าสู่ระบบแทน แต่การจัดการแบบถ้วนหน้าประสบผลกว่าและสอดรับกับหลักสิทธิมนุษยชน

ด้วยเหตุนี้ระบบหลักประกันสุขภาพจึงเป็นระบบที่ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรมสำหรับทุกคนอย่างเสมอหน้ากัน พร้อมกันนี้ พ.ร.บ.หลักประกันฯ ยังสร้างระบบบริหารขึ้นใหม่เพื่อให้มีประสิทธิภาพและมีอิสระจากระบบราชการ

นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นหน่วยงานที่คุ้มครองสิทธิประชาชนไม่ใช่ใช้อำนาจตามอำเภอใจ ตามที่อยากทำหรือตามเจ้านายสั่ง ทั้ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพยังยึดโยงกับกระทรวงและรัฐด้วยการให้ รมว.สาธารณสุข นั่งตำแหน่งประธานบอร์ดบริหารหลักประกันสุขภาพ แต่ไม่ใช่ให้เป็นเจ้ากระทรวงสำนักงานหลักประกันสุขภาพ ซึ่งถูกต้องแล้ว ส่วนองค์ประกอบบอร์ดประกอบด้วยทุกภาคส่วน ทั้งประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยให้บริการ กระทรวงที่เกี่ยวข้องด้านการเงินการคลังและอื่นๆ เพื่อให้การบริหารระบบหลักประกันสุขภาพเป็นไปอย่างรอบคอบ มีประสิทธิภาพ เชื่อมประสานกับกระทรวงสาธารณสุข ที่ทำหน้าที่ดูแลโรงพยาบาลและบุคคลากร

ทั้งนี้ สำนักงานหลักประกันสุขภาพฯ ซึ่งบริหารโดยเลขาธิการ (ซีอีโอ) ต้องเป็นสำนักงานที่ทำหน้าที่คุ้มครองสิทธิประชาชน โดยได้รับการกำกับจากบอร์ดไม่ใช่จากรัฐมนตรี และตั้งแต่มี พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพฯ เป็นต้นมา ประชาชนต่างมีความรู้สึกว่าการไปรับการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย กระทำได้โดยไม่รู้สึกผิดที่ต้องชี้แจงต่อหน้าหมอว่า ไม่มีเงินค่ารักษาอีกต่อไป เพราะ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพ รับประกันให้แล้ว

ในี้การบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพ ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคด้วยเช่นกัน ไม่ใช่มุ่งที่การรักษา ดังนั้นการจัดสรรเงินจึงมีทั้งรักษา ส่งเสริมป้องกัน และที่บริหารแบบก้าวหน้ามากๆ นั่นคือ การให้ ประชาชน” “ผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่หมอเป็นศูนย์กลางการรักษา ดังนั้นงบด้านส่งเสริมสุขภาพจึงบริหารจัดการออกเป็น 2 ส่วน คือให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการในเรื่องวัคซีนทุกอย่าง อนามัยแม่และเด็ก งานวิชาการ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชน ดำเนินการผ่านกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนวิเคราะห์ปัญหาสุขภาพตนร่วมกับเจ้าหน้าที่ แล้วเลือกหาวิธีการที่เหมาะสมในการแก้ปัญหานั้นๆ

สรุปได้ว่า พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพฯ เป็นความก้าวหน้าของรัฐไทย ไม่ล้าหลังติดยึดให้กระทรวงทำฝ่ายเดียว และประสบความสำเร็จในการให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง และการบริหารงบอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างอำนาจให้ประชาชน จึงทำให้หมอรุ่นเก่าหลายๆ คนยังมึนงงอยู่ว่าตนเองตามไม่ทันเรื่องนี้

-------------------

สุรีรัตน์ ตรีมรรคา กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ