คดี'ธัมมชโย'ใกล้จบ?

คดี'ธัมมชโย'ใกล้จบ?

มีคำยืนยันจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ในการประชุมร่วม 4 ฝ่าย

เพื่อดำเนินการตามหมายจับกับ พระธัมมชโย ที่ไม่ยอมเดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจร ว่า ปัญหาและข้อติดขัดต่างๆ จะคลี่คลายลง และมีทางออกที่พอยอมรับได้ในเร็ววันนี้

ฟังจากสุ้มเสียงของผู้ที่ให้ข้อมูล น่าจะเป็นภายในสัปดาห์นี้หรือไม่เกินสัปดาห์หน้า

วันนี้ (6 มิ.ย.) จะมีการประชุม 4 ฝ่ายรอบสอง ประเด็นการหารือ คือ ทางดีเอสไอจะแจ้งมติของที่ประชุม คณะพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับเงื่อนไขการเข้ามอบตัว ของพระธัมมชโยและวัดพระธรรมกาย ว่าพวกเขาในฐานะเจ้าพนักงานผู้รักษากฎหมายจะโอเคหรือไม่

ขณะที่ฝ่ายพระธัมมชโย วัดพระธรรมกาย และคณะศิษยานุศิษย์ จะแจ้งท่าทีที่มีต่อเงื่อนไขของดีเอสไอผ่านทาง คุณสมศักดิ์ โตรักษา ทนายความของ สมเด็จช่วง ที่เป็นตัวแทนเข้าประชุมภายในเที่ยงของวันนี้ เพื่อนำเข้าที่ประชุม 4 ฝ่ายช่วงบ่าย 2 โมง

แน่นอนว่าเงื่อนไขหลักๆ ของฝ่ายวัดพระธรรมกาย คือ เมื่อเข้ามอบตัวแล้ว ต้องให้ประกันตัวพระธัมมชโยทันที โดยจะต้องไม่มีการคัดค้านประกันตัวที่ต้องเสี่ยงถูกคุมขัง เพราะนั่นจะส่งผลต่อสถานะของเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

ขณะที่ฝายดีเอสไอ ก็มีเงื่อนไขในเรื่องการไม่ให้มีมวลชนมากดดันการทำงาน และทุกอย่างต้องดำเนินการไปภายใต้กรอบของกฎหมาย

สาเหตุที่ผู้เกี่ยวข้องในการประชุมร่วม 4 ฝ่ายเชื่อมั่นว่าน่าจะหาทางออกได้ภายในสัปดาห์นี้ หรือไม่เกินสัปดาห์ถัดไป ก็เพราะองค์ประกอบของวงประชุม นอกจากดีเอสไอแล้ว ยังมีตัวแทนจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนฝ่ายฆราวาสในการดำเนินการตามขั้นตอนของสงฆ์ และยังมีเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ในฐานะพระผู้ปกครองตามลำดับชั้นของวัดพระธรรมกาย และยังมีคุณสมศักดิ์ ในฐานะทนายของ สมเด็จช่วง หรือ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของพระธัมมชโย ร่วมอยู่ด้วย

งานนี้ยื้อกันไปก็เสียหายด้วยกันทุกฝ่าย เพราะดีเอสไอก็เสียเครดิต ถูกลดทอนความเชื่อมั่น ขณะที่ฝ่ายพระธัมมชโย แม้จะมีลูกศิษย์ลูกหาสนับสนุนอยู่จำนวนไม่น้อย แต่ผู้คนที่ไม่ได้นับถือศรัทธาวัดพระธรรมกายก็พากันตำหนิ วิจารณ์ โจมตีจนสร้างความเสียหาย โดยเฉพาะการอ้างอาการอาพาธที่หลายฝ่ายสงสัย

แน่นอนว่าผลสะเทือนย่อมส่งถึง สมเด็จช่วง ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชด้วย

ส่วนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็ไม่ได้แสดงบทบาทอะไรชัดเจนนัก ในการจัดการปัญหาที่มีพระถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอาญา คงทำหน้าที่เป็นแค่ฝ่ายเลขาฯของมหาเถรสมาคม ซึ่งก็ไม่ได้ขยับทำอะไรเช่นกัน

แต่ปัญหานี้คงไม่ได้จบแค่พระธัมมชโยเข้ารับทราบข้อกล่าวหา เนื่องจากการดำเนินคดีตามที่มีการกล่าวหาก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะต้องไม่ลืมว่าพระธัมมชโยเคยเข้ารับทราบข้อกล่าวหา ในคดียักยอกทรัพย์ของวัดมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อปี 2542 คดีมีการฟ้องร้องขึ้นสู่ศาล สืบพยานยาวนานถึง 7 ปี แต่แล้วจู่ๆ อัยการสูงสุดในสมัยนั้นก็สั่งถอนฟ้องเมื่อปี 2549

ครั้งนั้น...มูลฟ้องที่เป็นทรัพย์สินของวัด ที่กล่าวหาว่าพระธัมมชโยกับพวกเบียดบังเอาไป เป็นจำนวน 959 ล้านบาท!

เหตุผลของฝ่ายอัยการในครั้งนั้น (ทั้งๆ ที่เป็นโจทก์ยื่นฟ้องเอง แล้วก็มาถอนฟ้องคดีเสียเอง) คือ พระธัมมชโยกับพวกคืนทรัพย์ทั้งหมดให้กับวัดแล้ว ขณะที่การฟ้องคดีต่อไปอาจทำให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกของคนในชาติ...

อัยการสูงสุดในช่วงนั้น ชื่อ นายพชร ยุติธรรมดำรง

ส่วนรัฐบาลในขณะนั้น คือ รัฐบาลพรรคไทยรักไทย

จะเห็นได้ว่าผู้ต้องหาบางคนไม่ได้ยอมจำนนแค่ถูกออกหมายจับ หรือถูกฟ้องร้องดำเนินคดี

ความยุติธรรมในบ้านเมืองนี้จะมีอยู่จริงหรือไม่ จึงต้องใช้เวลาอีกนานในการพิสูจน์!