ช็อกดอกเบี้ยออมทรัพย์ไทย เหลือแค่ 0.0%

ช็อกดอกเบี้ยออมทรัพย์ไทย เหลือแค่ 0.0%

ธนาคารทหารไทย หรือ TMB Bank ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่

    ในวงการธนาคารพาณิชย์ของไทย ด้วยการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไป เหลือเพียงแค่ 0.0% ที่มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา อย่างเงียบๆ แต่เมื่อการรับรู้เกิดขึ้นในโซเชียลมีเดีย ที่พากันแตกตื่นมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนัก หลังจากประกาศใช้ไปได้เพียง 3 วัน TMB Bank ก็ต้องกลับลำหันมาใช้อัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ทั่วไป ตามอัตราเดิมที่ 0.125% เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน โดยฝ่ายบริหารของแบงก์ได้แจกเป็นแถลงการณ์แทนการเปิดแถลงข่าวชี้แจง โดยระบุว่า ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ขอชี้แจงว่า เพื่อให้การบริหารจัดการทางการเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ลูกค้า ธนาคารมีบัญชีเพื่อการใช้จ่ายหรือออมทรัพย์ทั่วไป ที่ให้ดอกเบี้ยต่ำและไม่มีค่าธรรมเนียม และมีบัญชีเพื่อการออมที่ให้ผลตอบแทนด้านดอกเบี้ยแก่ลูกค้าเป็นอย่างดี เช่น ทีเอ็มบี โน ฟิกซ์ อัตราดอกเบี้ย 1.4% หรือ ME by TMB อัตราดอกเบี้ย 1.8% เริ่มตั้งแต่ 1 บาทแรก และถอนได้ตลอดเวลา โดยไม่จำกัดระยะเวลาการฝากเงิน เพื่อมุ่งสนับสนุนให้ลูกค้าและประชาชน หันมาบริหารจัดการเงินอย่างมีประสิทธิภาพมาโดยตลอด

 หลังจากที่ได้ประกาศลดดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไป เป็น 0.0% พบว่ามีลูกค้าบางส่วนที่ยังไม่พร้อมในการบริหารจัดการเงินในแบบที่ธนาคารนำเสนอ ดังนั้น ธนาคารจึงขอปรับอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ทั่วไปกลับมาเป็นอัตราเดิมที่ 0.125% โดยที่ลูกค้ายังได้รับดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2559 อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่า TMB Bank จะชี้แจงถึงเหตุผลการมีผลิตภัณฑ์เงินฝากใหม่ๆ ตามแคมเปญ Make a Different ของแบงก์ที่ต้องการสร้างความแตกต่าง แต่เรื่องของการลดอัตราดอกเบี้ยเงินออมทรัพย์ทั่วไปเป็นคนละเรื่องกัน เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไปนั้นเป็นพื้นฐานสะท้อนของความเชื่อมั่นของคนไทยที่มีต่อการฝากเงินในระบบธนาคารโดยเฉพาะกลุ่มคนผู้มีรายได้น้อยจะพึงเก็บสะสมเงินออมเอาไว้แม้ว่าจะได้ผลตอบแทนเพียงน้อยนิดก็ตาม และถึงแม้ว่า TMB Bank จะเป็นแบงก์ขนาดกลาง แต่สัญญาณดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไปที่ลดลงเหลือ 0.0% ก็ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอาจจะผ่อนคลายลงอีกในอนาคต

ในเรื่องนี้ ดร.บัณฑิต นิจถาวร กรรมการผู้อำนวยการของ ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ที่เชี่ยวชาญ ในการมองภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ มีความเห็นว่าในภาพรวม อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่เป็นศูนย์จะเป็นสัญญาณที่ไม่ดีต่อเศรษฐกิจ คือสะท้อนว่าภาวะเศรษฐกิจอาจจะยังอ่อนแออยู่ สินเชื่อยังไม่ขยายตัว สภาพคล่องยังเหลือมาก ธนาคารก็เลยต้องปรับตัวโดยการลดดอกเบี้ย แต่เท่าที่ประเมินขณะนี้ ดูจากตัวเลขที่ทางการสื่อออกมาว่าเศรษฐกิจขยายตัวได้ดีขึ้น ก็คิดว่าอาจเป็นปัญหาเฉพาะธนาคารมากกว่าที่จะเป็นปัญหาทั่วไป ก็อยากให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้ามาดูตรงนี้ เพื่อจะได้ชัดเจน และแก้ไขปัญหาได้ทัน ขณะที่ ดร.สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เชื่อว่าเป็นการปรับทิศทางการบริหารจัดการสภาพคล่องส่วนเกินของธนาคารที่มีมาก เนื่องจากระบบการเงินของไทยในปัจจุบันมีสภาพคล่องส่วนเกินจำนวนมาก (คาดการณ์กันว่าสภาพคล่องส่วนเกินมีมากถึง 7-8 แสนล้านบาทในระบบ) แต่ระบบไม่ถึงขั้นไร้เสถียรภาพ นอกจากนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าธนาคารจะไม่รับเงินฝากเข้ามาใหม่ เพื่อไม่ให้เป็นการเพิ่มต้นทุนในการบริหารสภาพคล่องอีก

เรียกได้ว่า อาการช็อกได้เกิดขึ้นเมื่อดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ไทยเหลือแค่ 0.0% จึงมีคำถามเกิดขึ้นในทางกลับกันว่า หากระบบธนาคารไทยมีสภาพคล่องส่วนเกินเหลืออยู่มาก ทำไมไม่เลือกที่จะลดอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมลง เพื่อที่จะสามารถปล่อยกู้ได้มากขึ้น เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยังอยู่ในระดับสูง 6-7% ซึ่งทั้งดอกเบี้ยเงินฝากและดอกเบี้ยเงินกู้ ล้วนเป็นภาพสะท้อนของเศรษฐกิจในภาพรวม มากกว่าจะถูกนำมาเป็นกลไกด้านการตลาดมาต่อรองกับลูกค้า หรือเพื่อใช้เป็นโอกาสของธนาคารที่จะสร้างผลประกอบการที่ดีเท่านั้น