การพัฒนาแบบหมาเห็นเงา (10)

การพัฒนาแบบหมาเห็นเงา (10)

คุณลักษณะพิเศษหลายอย่างรวมทั้งการไม่เป็นสนิม ทำให้ทองคำเป็นที่หมายปองของชาวโลกมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล

แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปจริงๆ จะพบว่า ค่าของทองคำมิได้อยู่ที่ประโยชน์ใช้สอยอันเกิดจากคุณลักษณะพิเศษของมันเท่านั้น หากยังอยู่ที่ความยึดมั่นว่ามันมีค่า หรืออุปาทานของมนุษย์เราอีกด้วย

ค่าที่เกิดจากอุปาทานเป็นตัวก่อให้เกิดการรุกรานธรรมชาติและการรุกรานกันระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ในประวัติศาสตร์ ก่อนที่สเปนจะส่งกองทัพไปยึดทรัพย์สมบัติทำด้วยทองคำของอาณาจักรอินคาในดินแดนที่เรียกกันว่า อเมริกาใต้ในปัจจุบัน อาณาจักรนั้นได้รุกรานธรรมชาติเพื่อนำทองคำออกมา ทองคำนั้นส่วนใหญ่มิได้ถูกนำมาใช้เพื่อสนองความจำเป็นในการดำรงชีวิตเบื้องต้นของคนที่รุกราน หากเพื่อสนองอุปาทานของพวกเขามากกว่าไม่ว่าจะใช้ทำเครื่องประดับและสัญลักษณ์ต่างๆ หรือเพื่อกองไว้ในรูปทองแท่งและทองก้อน

ในปัจจุบัน การรุกรานกันระหว่างมนุษย์กับมนุษย์เพื่อช่วงชิงทองคำมิได้ใช้กองกำลังดังครั้งก่อน หากใช้ความได้เปรียบทางการค้าเป็นส่วนใหญ่ ทองคำที่ได้มาเป็นทองแท่งที่เก็บไว้ในนามทุนสำรองของประเทศ ส่วนการรุกรานธรรมชาติเพื่อนำทองคำออกมายังดำเนินต่อไป ทั้งในรูปของการทำเหมืองทองคำขนาดเล็กใหญ่ และในรูปของการร่อนทองของนักแสวงโชค

ผู้เชี่ยวชาญประเมินกันว่าทองที่นำออกมาจากธรรมชาติแล้วมีอยู่กว่า 1.7 แสนตัน ในจำนวนนี้ ราว 2 หมื่นตัน หรือร้อยละ 12 เท่านั้นที่เป็นการใช้สอยเพื่อการดำรงชีวิตของมนุษย์เรา อาทิเช่น การทำฟันและการทำส่วนประกอบของเครื่องมืออีเล็กทรอนิกส์ นอกเหนือจากนั้นเป็นการครอบครองไว้เพื่อสนองอุปาทานทั้งสิ้น กล่าวคือ เกือบครึ่งหนึ่งใช้ทำเครื่องประดับ รองลงมา หรือราวร้อยละ 19 อยู่ในครอบครองของผู้มีความมั่งคั่งซึ่งซื้อไว้ในนามของการลงทุนและเก็งกำไรในรูปของเหรียญและทองแท่ง อีกราวร้อยละ 17 ธนาคารกลางของประเทศต่าง ๆ ถือครองไว้ในนามทุนสำรองของประเทศ ในจำนวนนี้ สหรัฐมีมากที่สุดคือ กว่า 8 พันตัน ส่วนไทยเรามี 152 ตัน (ข้อมูลจาก World Gold Council)

ที่ว่าครอบครองไว้เพื่อสนองอุปาทานนั้นเพราะทองคำมีค่า เนื่องจากเรายึดติดคิดว่ามันมี แต่ทองส่วนนี้ไม่มีค่าดังที่เราคิดกันเพราะลองจินตนาการดูว่าถ้าเกิดวิกฤติการณ์จากคลื่นยักษ์ถล่มจนเกาะทั้งหมดจมไปเหลือไว้เพียงพื้นที่สูงบนเนินเขาและชาวเกาะเพียงสองคน คนหนึ่งเป็นมหาเศรษฐีมีทองในครอบครองมากมายจึงหอบทองหนึ่งกระสอบขึ้นไปบนเนินเขา ส่วนอีกคนเป็นชนชั้นธรรมดาสามัญซึ่งมีข้าวสารเป็นเสบียงเลี้ยงครอบครัว เขาแบกข้าวสารถุงใหญ่ไปในระหว่างหนีคลื่นยักษ์ ในสถานการณ์เช่นนี้ อะไรมีค่ากว่ากันย่อมเป็นที่ประจักษ์อย่างแจ้งชัด หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร สะท้อนค่าเปรียบเทียบของสองสิ่งดังกล่าวไว้ในคำพูดอันโด่งดังว่า เงินทองของมายา ข้าวปลาสิของจริง

กระนั้นก็ดี ณ วันนี้ การรุกรานธรรมชาติดูจะเข้มข้นยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพราะอุปาทานผลักดันให้ราคาทองคำสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้ เราตีราคาว่ามันมีค่าเกิน 2 หมื่นบาทสำหรับทองหนักหนึ่งบาท หรือ 15.244 กรัมซึ่งเพิ่มจากเพียงบาทละ 400 บาทเพื่อสมัยผมเป็นวัยรุ่น การรุกรานธรรมชาติสร้างความเสียหายหลากหลายด้าน ประสบการณ์ของผมมาจากสมัยยังทำงานอยู่ในธนาคารโลกในตำแหน่งนักเศรษฐศาสตร์ผู้ติดตามการพัฒนาของประเทศกายอานาซึ่งอยู่ในอเมริกาใต้ กายอานามีป่าไม้และสายน้ำเล็กใหญ่อยู่ทั่วประเทศพร้อมมีแร่ทองคำกระจัดกระจายอยู่ในป่าไม้และสายน้ำ ส่งผลให้เป็นที่หมายปองของนักแสวงโชคและบริษัทข้ามชาติขนาดต่างๆ

นักแสวงโชคมีทั้งนักร่อนทองที่ใช้กระทะร่อน และนักใช้เครื่องจักรขนาดเล็กที่ขนไปในป่าและตามสายน้ำห่างไกลได้สะดวก พวกเขาเหล่านี้มักใช้วิธีผสมปรอทเข้าไปในกระทะทรายที่มีผงทองคำปนอยู่แล้ว คั่วให้ปรอทระเหยไปเหลือไว้เฉพาะผงทอง ปรอทเป็นอันตรายต่อร่างกายและสิ่งแวดล้อมทั้งในรูปของปรอทที่ตกหล่นลงดินและในรูปของไอ หรือควันปรอท การค้นหาทองแบบนี้มีกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในถิ่นห่างไกล ซึ่งรัฐบาลไม่มีพลังเงินและแรงงานพอที่จะป้องกันมิให้พวกเขาใช้วิธีแยกทองดังกล่าว

ทางด้านบริษัทข้ามชาติที่เข้าไปลงทุนทำเหมืองทองในใจกลางป่า พวกเขาต้องตัดต้นไม้และขุดหาทองด้วยเครื่องจักรขนาดใหญ่ซึ่งทำลายทั้งป่าและหน้าดินเป็นวงกว้าง ร้ายยิ่งกว่านั้น พวกเขาใช้สารไซยาไนด์ในกระบวนการแยกทอง กระบวนการนี้มีน้ำปนไซยาไนด์ปริมาณมากที่ต้องเก็บกักไว้ในสระขนาดใหญ่เพื่อรอให้ไซยาไนด์ระเหยออกไปจนหมด

จริงอยู่สระดังกล่าวมีทำนบดินอยู่รอบเพื่อป้องกันความรั่วไหล แต่เนื่องจากกายอานามีฝนตกหนักเป็นประจำ ทำนบดินที่ว่าแน่นหนาจึงมักป้องกันปัญหาไม่ได้เต็มร้อย ในช่วงที่ผมยังไปๆ มาๆ ระหว่างกายอานากับวอชิงตันเกิดวิกฤตการณ์ขึ้นเมื่อฝนตกหนักมาก จนทำให้ทำนบพังและน้ำผสมไซยาไนด์ล้นออกไปสู่สายน้ำและป่าสร้างปัญหาสาหัสต่อสิ่งแวดล้อม ผมไม่สามารถเดินทางเข้าไปในกลางป่าได้ จึงใช้เครื่องบินเล็กบินวนเวียนดู ทำให้พอรู้ว่าความเสียหายร้ายแรงอย่างยิ่ง

ความประทับใจที่ได้จากประสบการณ์ในกายอานาเสริมด้วยการค้นคว้าเกี่ยวกับความเสียหายในประเทศอื่น และความแน่ใจที่ได้จากข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ทองคำ ทำให้ผมแน่ใจว่าเมืองไทยไม่ควรทำเหมืองทอง ใครจะทำช่างเขา แต่เราควรให้ค่าแก่ประชาชน สิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจที่มีอยู่รอบๆ เหมืองมากกว่าค่าของทองที่มีฐานเป็นเพียงอุปาทานของเราเท่านั้น สิ่งมีค่าที่เราจะเสียไปในกระบวนการทำเหมืองทองอาจมองได้ว่าเป็นการพัฒนาแบบหมาเห็นเงา