“ความจริง” ในรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ

“ความจริง” ในรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ

มีสมัครพรรคพวกบอกให้ผมตอบโต้ใครต่อใครที่มากล่าวหา “บิดเบือน” เนื้อหาสาระสำคัญในรัฐธรรมนูญฉบับที่จะมี

การลงประชามติในวันที่ 7 สิงหาคมที่จะถึงนี้แบบถึงพริกถึงขิง ผมเลยนำข้อแนะนำนี้มาพิจารณา และบอกเขาไปว่าคงไม่ไปตอบโต้อะไร ในหลายครั้งได้ฝากกลับไปถามด้วยว่า “รัฐธรรมนูญนี้ถ้าผ่านหรือไม่ผ่านประชามติ เขาเหล่านั้นจะเสียหรือได้ประโยชน์โภชน์ผลอะไร

ขอยืนยัน “ความจริง” ในรัฐธรรมนูญที่ผมและกรรมการร่างรัฐธรรมนูญรวม 21 ท่านร่างกันมา 6 เดือนเต็ม ไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดที่มีเจตนาร้ายต่อคนดีหรือ “พลเมืองดี” ที่เราอาจคุ้นเคยกับคำจำกัดความนี้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เพราะตั้งแต่ฉายา “รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง” หรือ “รัฐธรรมนูญยาแรง” ก็ฟังดูแล้วคิดได้ว่า ไม่น่าจะมีอะไรเป็นเภทภัยให้กับคนดีคนที่อยู่ในมาตรฐานของคนที่คบหาพูดคุยกันรู้เรื่องในสังคมทั่วไป

แต่คนที่ “เป็นเดือดเป็นแค้น เดือดเนื้อร้อนใจ” น่าจะอยู่ฝั่งผู้เห็นต่างกับคนเหล่านี้เป็นส่วนใหญ่ เรื่องอุดมการณ์ถามว่า พวกเราผ่านร้อนผ่านหนาวอย่างต่ำๆ อายุของผมเองว่า เกือบจะเด็กสุดใน กรธ. ยังปาเข้าไปตั้งห้าสิบปีเต็ม จะไม่รู้ไม่เข้าใจเลยหรือว่า “อะไรคืออุดมการณ์ อะไรคือความเสแสร้ง เอาอุดมการณ์มาบังหน้า เพื่อแสวงประโยชน์ทางการเมือง

ที่พูดหรือเขียนในวรรคข้างต้นไม่ประสงค์กล่าวหาหรือให้ร้ายผู้ใด แต่ยืนยันได้ว่าเฉพาะส่วนตัวของผมเอง มีข้อมูลอยู่ไม่น้อยว่าใครทำอะไร อย่างไร และได้ประโยชน์อย่างไร ไม่ควรอ้าง “อุดมการณ์” หรือชักชวนให้คนที่อ่อนแอกว่ามาแบกรับภาระส่งผ่านความคิดอันไม่สุจริตให้กับสังคม และบางกรณีถึงกับกล่าวอ้างเอาโลกภายนอกมาเกี่ยวข้องบ้านของเรา ทั้งองค์กรเอกชน องค์กรระหว่างประเทศรวมทั้งใช้เวทีเสวนาหรือโลกเสมือนจริง จนเกิดภาพความสับสนในทุกวิถีทาง

ต้องเรียนว่า “รัฐธรรมนูญ” เป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐ (ประเทศ) ต่างๆ ที่เขากำหนด “ความสัมพันธ์ บทบาท หน้าที่ ของรัฐ และคนในรัฐนั้นๆ” เป็นหลักใหญ่ การเข้ามาแทรกแซงขององค์กรก็ดี บุคคลก็ดี จากภายนอกรัฐถือเป็นการเสียมารยาทอย่างร้ายแรง และเป็นสิ่งที่หาก “คนใน” ไม่ชักจูงชี้ช่อง หรือเห็นว่าเอามาแล้วตนเองจะได้ประโยชน์ “บุคคลหรือองค์กรภายนอก” เหล่านี้ก็ยากจะแทรกซึมมากล่าวหาว่าร้าย ในเรื่องที่เขาทั้งหลาย “ขาดองค์ความรู้” โดยมองได้ว่ามีทั้งในรูปการสนับสนุนทุนจัดกิจกรรม ทำวิจัย การศึกษาดูงาน จัดเลี้ยงเพื่อพบปะพูดคุยสอบถามความคืบหน้า เป็นสิ่งที่เขาใช้ “กลไกทุกประเภททั้งในเชิงวิชาการและเชิงวัฒนธรรม” สร้างเงื่อนไขในความเห็นต่าง

ขอยืนยันว่ารัฐธรรมนูญฉบับประชามติ ไม่ไปลดทอนสิ่งใดๆ ที่ประชาชนพลเมืองเคยได้ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ และเรายึดโยงกับประชาชนแน่นอนเนื่องจากก่อนจะทำฉบับประชามติออกมานี้ เราได้มีการเปิดโอกาสให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทุกหมู่เหล่ารวมทั้งรัฐบาลและ คสช ก็ได้ให้ข้อเสนอแนะต่างๆ เข้ามา แต่สิ่งที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้แก้ไขและให้เป็นไปตามความประสงค์ของผู้ขอมากที่สุด คือผู้ขอที่เป็นภาคประชาชน

ท่านทั้งหลายสามารถนำรัฐธรรมนูญร่างแรกก่อนวันที่ 29 มกราคม 2559 มาเปรียบเทียบกับ “ฉบับประชามติ” ดูได้ก็จะพบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมากมายโดยเฉพาะในหมวดว่าด้วย “สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย” การเข้าถึงหรือโอกาสในการใช้สิทธิเสรีภาพเหล่านั้นกระทำได้ง่ายกว่าเดิมในหลายๆ ส่วน ดังนั้น การกล่าวหาว่ามีการลดทอนหรือตัดรอนสิทธิเสรีภาพตรงนั้นตรงนี้จึงเป็น “ความเท็จ” และ “บิดเบือน” เนื้อหาของรัฐธรรมนูญอย่างรุนแรง และเข้าข่ายการให้ร้ายตามกฎหมายประชามติซึ่งมีโทษทั้งจำและปรับ

เรื่องการศึกษาที่มีคนไม่หวังดีโจมตีมามากนั้น ขอเรียนย้ำว่า “การกำหนดในมาตรา 54 ให้การจัดการศึกษาเป็น “หน้าที่ของรัฐ” รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบ การศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย” ที่เขียนไว้เช่นนี้ถือเป็น “หลักประกันเบื้องต้น” แปลความได้ว่า “ให้ประชาชนสบายใจได้ว่า อย่างไรก็มีการศึกษาฟรีให้ลูกหลานไม่น้อยกว่า 12 ปี ส่วนในอนาคตรัฐบาลเขาจะให้มากกว่าอย่างไรก็ทำได้เพราะเป็นเรื่องดีมีประโยชน์เป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องทำไม่มีใครห้าม ณ เวลานี้ถ้าวิเคราะห์ตามเนื้อหารัฐธรรมนูญของเรา ยืนยันได้ว่า ประชาชนได้มากถึง 14 ปี เพราะการอบรมพัฒนาเด็กเล็กอายุสองขวบสามขวบก็อยู่ในข่ายด้วย มีไปพูดเหมือนกันว่าเราเขียนรัฐธรรมนูญไปกำหนดโน่นนี่กระทั่งรัฐบาลในอนาคตจะริเริ่มอะไรไม่ได้เลย จึงเป็นความเท็จอีกเช่นเคย

ผมมีความเชื่อลึกๆ ว่า ยิ่งมีผู้ไม่หวังดีดำเนินการเพื่อลดความน่าเชื่อถือของ “รัฐธรรมนูญนี้มากเท่าใด” ย่อมเป็นการสะท้อนถึง “ความหวาดกลัว และ ความหวั่นไหว” ของฝ่ายที่มีมองร้าย อันเนื่องมาจากผลแห่งการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเพราะหากรัฐธรรมนูญได้รับการยอมรับหรือเห็นชอบ “จะมีผลร้ายแรงต่อพลเมืองร้าย แต่หากท่านเป็นพลเมืองดีทำหน้าที่ไปตามสิทธิหน้าที่ของความเป็นพลเมืองคนไทยทุกคนก็ไม่มีอะไรต้องกังวล” เพราะใครที่จะมาทำหน้าที่เพื่อสังคมส่วนรวม เราจำเป็นต้องคัดกรอง เราจะไม่ยอมให้คนเหล่านั้นมีจำกัดเฉพาะคนห้าหกร้อยคน ในบางยุคสมัยวนเวียนกันเป็นลูกหลานวงศ์วานว่านเครือของคนเหล่านั้น

ประเทศไทยแม้จะผ่านการเปลี่ยนแปลงมาหลายปี แต่การปฏิรูปไม่สามารถทำแล้วเห็นผลได้ในวันนี้พรุ่งนี้ การทอดระยะเวลาออกไปราวห้าปีในบทเฉพาะกาล จึงไม่มีจุดมุ่งหมายเพื่อผู้หนึ่งผู้ใด แต่เราต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงได้จริงในยุคสมัยของพวกเรา