"...จากนี้จนถึงมกราคม 2561 จะเป็นช่วงแห่งความผันผวนอย่างมากทางการเมือง สิ่งเดียวที่ทำนายได้อย่างมั่นใจคือ
ยุคธุรกิจคุมการเมือง (และตัวบุคคลที่เกี่ยวข้อง) จะสูญเสียพลังอิทธิพลจนหมดสิ้น
...คำถามสำคัญข้อสุดท้าย ยุคที่ 9 ของการเมืองไทยเป็นยุคอะไร? ไม่ใช่ยุคนักธุรกิจแน่นอน เพราะอิทธิพลวงรอบเปลี่ยนไปแล้ว แต่จะเป็นยุคของทหาร (และข้าราชการ) หรือไม่? หรือจะเป็นของขุมพลังทางสังคมกลุ่มใหม่ที่กำลังบ่มเพาะตัวเองอยู่?
สิงหาคม 2559 เราจะได้เห็น “จุดเปลี่ยนที่แท้จริง” และบางที คำตอบอาจรออยู่ที่นั่น...”
นี่คือคำทำนายของผู้เขียนในบทความ “วัฏฏะในดวงเมืองไทย” เมื่อ 6 มีนาคม 2558 อ่านที่
การเมืองผันผวนมาก (ดังคำทำนาย) ความสงบเกิดขึ้นชั่วคราว เมื่อเข้าสู่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ปัญหาเดิมๆ ที่ถูกปกปิดซุกซ่อน ก็ปรากฏออกมา การปฏิรูปต่างๆ ไม่เห็นผลชัดเจน ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ก็มีหลายฝ่ายเคลือบแคลงใจ ยิ่งใกล้วันประชามติ แรงกระเพื่อมทางการเมืองยิ่งเพิ่มขึ้น
ในทางโหราศาสตร์ สิ้นสุดของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และกำเนิด คสช. เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้ว รัฐบาลยิ่งลักษณ์คือพัฒนาการขั้นสุดท้ายของยุค“ธุรกิจคุมการเมือง” ของวงรอบที่ 8 ของดาวเสาร์ (8th Saturn Return) ในดวงเมืองไทย ซึ่งกินเวลาตั้งแต่ 18 ธันวาคม 2531-28 มกราคม 2561
วงรอบดาวเสาร์กินเวลา 30 ปี ในปัจจุบันคือปลายวงรอบที่ 8 ช่วงวงรอบที่ 1-5 อำนาจทางการเมืองอยู่ที่กษัตริย์จุดพลิกผันเกิดขึ้นในวงรอบที่ 6 ตั้งแต่ 27 ธันวาคม 2472 - 8 กุมภาพันธ์ 2502 อันเป็นยุค “แย่งอำนาจทางการเมือง” ที่เริ่มต้นด้วยการแย่งอำนาจระหว่าง “ขุนนาง” กับ “กลุ่มข้าราชการหัวใหม่” จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 จากนั้นก็แย่งอำนาจกันเองในหมู่คณะราษฎร์ ระหว่างทหารกับพลเรือน ทหารกับทหาร ทหารกับตำรวจ รวมทั้งถูกต่างชาติ (ญี่ปุ่น) แย่งอำนาจจากการบุกไทยในปี 2484
ย่างเข้าวงรอบที่ 7 จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ นำชัยชนะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดมาสู่กองทัพ ทหารกลายเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในหมู่ข้าราชการมันคือยุค “ทหารคุมการเมือง” ที่เริ่มตั้งแต่ 8 กุมภาพันธ์ 2502 - 18 ธันวาคม 2531 ยุคนี้มีการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจและลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของประเทศ การเติบโตทางเศรษฐกิจก่อให้เกิดชนชั้นใหม่ที่มีพลังมากในสังคม นั่นคือนักธุรกิจ กลุ่มนักธุรกิจได้เข้ามามีบทบาทและเข้ากุมอำนาจทางการเมืองในที่สุด อันเป็นยุคสมัยของวงรอบที่ 8
มูลเหตุของวงรอบที่ 8 คือความโลภ นโยบายประชานิยมสุดโต่งคือการตอบสนองและกระตุ้นความโลภของคน ในที่สุด มันก็ทำลายตัวเอง รัฐบาลยิ่งลักษณ์ปิดฉากลงด้วยรัฐประหาร คสช.เดือนพฤษภาคม 2557 อำนาจทางการเมืองกลับมาอยู่ในมือทหารและข้าราชการอีกครั้ง
ประเด็นที่ชวนคิดคือ พฤษภาคม 2557 - มกราคม 2561 เป็นช่วง 12.5% สุดท้ายของวงรอบ เป็นเวลาแห่งการทำลายมูลเหตุเดิมของวงรอบก่อน เพื่อเคลียร์พื้นที่ให้กับเมล็ดพันธุ์ของวงรอบใหม่ สถานการณ์ต่างๆ มีโอกาสเปลี่ยนแปลงพลิกผันได้มาก อำนาจชั่วคราวนั้นจะยืนยงไปถึงวงรอบใหม่หรือไม่?
คำตอบคือ (ตอนนี้) ไม่รู้ เมื่อถึงเวลาจะรู้เอง แต่มีปัจจัยสำคัญ 2 ประการที่ต้องพิจารณา (1) เวลาเดินหน้าเสมอ ไม่มีถอยหลัง (2) เพราะเวลาเดินหน้าไป อำนาจ (ซึ่งไม่จีรังยั่งยืน) ย่อมเปลี่ยนเจ้าของไปด้วย การปฏิรูปการปกครองสมัยรัชกาลที่ 5 ก่อให้เกิดกลุ่มอำนาจใหม่คือข้าราชการ ต่อมาข้าราชการก็ก้าวขึ้นมาคุมอำนาจ การปฏิรูปเศรษฐกิจสมัยจอมพลสฤษดิ์ ก่อให้เกิดกลุ่มอำนาจใหม่คือนักธุรกิจ ต่อมานักธุรกิจก็ก้าวขึ้นมาคุมอำนาจ โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน
จากคำทำนายเมื่อปีก่อนจุดเปลี่ยนแท้จริงอยู่ที่เดือนสิงหาคม 2559 ตอนนี้เรารู้แล้วว่า มันคือการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ 7 สิงหาคม ใครที่คิดว่าโหราศาสตร์เป็นเรื่องเหลวไหล ควรคิดใหม่อีกครั้ง
ช่วงเวลาจากนี้ไปจนเดือนสิงหาคม มีปรากฏการณ์ดวงดาวที่น่าสนใจหลายประการ พุธถอยหลัง 29 เมษายน - 22 พฤษภาคม ที่ 29:31 -20:15 องศาเมษ พุธคือการสื่อสาร เอกสารสัญญา พุธถอยครั้งนี้สำคัญ เพราะมันเป็น Mercury Transit ทับลัคน์ดวงเมืองการสื่อสารร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไม่สัมฤทธิ์ผลแต่เมื่อพุธเดินหน้า สถานการณ์ก็กลับเป็นปกติ
วันที่ 5 มิถุนายน เกิดอมาวสีที่ 20:48 องศาพฤษภ ทำมุม 90 กับพฤหัสสิงห์ เล็ง 180 กับเสาร์พิจิก และทับอังคารเดิมสนิทพอดี อังคารคือดาวเจ้าเรือนลัคน์และเรือนมรณะ พึงระวังเหตุร้ายและอุบัติภัยธรรมชาติ รวมถึงความขัดแย้งทางการเมือง
เนปจูนวิกลคติพักร14 มิถุนายนที่ 17:57 องศากุมภ์ ทำมุม 90 กับอังคารเดิมพอดี เนปจูนคือความสับสนคลุมเครือ อังคารเป็นดาวเจ้าเรือนลัคนา ประชาชนสับสนอีกครั้ง เพราะอะไร? อังคารหมายถึงทหาร อาจเพราะท่าทีคสช.ที่แปรเปลี่ยนไม่ชัดเจน
พฤหัสสวนราหูครั้งที่ 3 ในวันที่ 20 มิถุนายน ที่ 21:42 องศาสิงห์ ทำมุม 90 กับอังคารเดิมซ้ำ ยิ่งตอกย้ำอิทธิพลเนปจูน อีก 7 วันต่อมา มฤตยูยกเข้าเมษ ถือเป็นปรากฏการณ์สำคัญและส่งผลอย่างมากต่อดวงสงกรานต์ 59 อีกปัจจัยสำคัญคืออังคารวิกลคติเสริด 30 มิถุนายน ที่ 28:58 องศาตุลย์ ทำมุม 150 กับมฤตยูพอดี มีเหตุไม่คาดหมายเกิดขึ้นช่วงนี้ (+/- 5 วัน)
วันที่ 30 กรกฎาคม มฤตยูวิกลคติพักรที่ 0:25 องศาเมษ วันที่ 3 สิงหาคม เกิดอมาวสีที่ 16:53 องศากรกฎ เล็งทศมลัคน์และพลูโตดวงเมือง วันที่ 13 สิงหาคม เสาร์วิกลคติเสริดที่ 15:42 องศาพิจิก มฤตยูคือการเปลี่ยนแปลงเหตุไม่คาดหมาย เสาร์คือการเมือง วันประชามติเกิดใกล้จันทร์ดับและอยู่ตรงกลางจุดวิกลคติพอดี ชี้ถึงการเปลี่ยนแปลง-เรื่องคาดไม่ถึง-ผลยิ่งใหญ่ในทางการเมือง
ผ่านวันประชามติไปแล้ว เดือนสิงหาคม 2559 ยังมีอีกหลายจังหวะดาวสำคัญ วันที่ 11 สิงหาคม เวลา 22:55 น. พฤหัสยกเข้าราศีกันย์ทำมุม 150 กับมฤตยูเมษ พฤหัสคือกฎหมาย สภา ผลของประชามติจะส่งผลตามมาต่อรัฐธรรมนูญใหม่ พฤหัสจรเข้ามุม 90 กับพฤหัสเสาร์เดิมและตรีโกณกับทศมลัคน์ การเมืองไทยเข้าสู่เฟส (ย่อย) ใหม่ อาจมีการปรับเปลี่ยนครม.หรือองค์กรต่างๆ เพื่อกระชับอำนาจ
วันที่ 24 สิงหาคม เวลา 18:28 น. อังคารกุมเสาร์ ที่ 15:47 องศาพิจิก อังคารคือดาวเจ้าเรือนลัคน์ เสาร์คือดาวเจ้าเรือนทศมลัคน์ นี่คือช่วงเวลาสำคัญทางการเมือง ทั้งคู่ทำมุม 60 กับทศมลัคน์และเล็งอังคารเดิมสนิท ยืนยันถึงการเริ่มต้นเฟส (ย่อย) ใหม่ทางการเมือง ซึ่งจะเพิ่มความท้าทายต่อคสช.
สุริยคราส (วงแหวน) 1 กันยายน ที่ 15:16 องศาสิงห์ คืออีกปรากฏการณ์สำคัญ คราสจะมีอิทธิพลหน้าหลัง 1 เดือน นั่นคือสุริยคราสส่งผลตั้งแต่สิงหาคมแล้ว คราสมีกำลังแรงสุดภายใน +/- 7 วัน หมายความว่า สุริยคราสทำมุม 90 สนิทกับคู่อังคารเสาร์ที่กุมกันด้วย ยิ่งเพิ่มความรุนแรงและความสำคัญของเหตุการณ์
อนาคต 30 ปีข้างหน้าของวงรอบที่ 9 ตัดสินกันสิงหาคมนี้
--------------------
ชูศักดิ์ จงธนะพิพัฒน์






