เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังประสบปัญหาหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านกำลังคนที่ค่าจ้างสูงขึ้น ขณะที่จำนวนคนใน
วัยแรงงานลดลงจากการเข้าสู่สังคมสูงอายุ ด้านการส่งออกที่ลดลงจากทั้งปัจจัยภายนอกประเทศที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว และปัจจัยภายในประเทศเองที่ไม่สามารถผลิตสินค้าใหม่ๆ ซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคได้ ทางออกหนึ่งที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกัน คือ ต้องเพิ่มการลงทุนของประเทศไทยทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ว่างเว้นมานาน หรือการลงทุนวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม คำถามต่อไปคือ ทำอย่างไรจึงจะปลุกการลงทุนของไทยให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
ภาครัฐเองไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ออกมาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจให้เอกชนตัดสินใจลงทุนเร็วขึ้น แต่การศึกษาที่ผ่านมาพบว่าสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นเพียงปัจจัยเสริมในการตัดสินใจลงทุน ดังที่มีการเปรียบว่าสิทธิประโยชน์ทางภาษีเปรียบเสมือนของหวาน แต่สิ่งที่สำคัญคืออาหารจานหลักมากกว่า ในปัจจุบันแรงจูงใจทางภาษีสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายส่วนใหญ่ที่ทัดเทียมกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ดังนั้นภาครัฐควรทำนโยบายอื่นที่จำเป็นต่อการส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มเติมจากแรงจูงใจด้านภาษีหรือไม่คำถามที่สำคัญ 2 ข้อ คือ (1) นโยบายใดของภาครัฐที่ภาคเอกชนต้องการมากที่สุดในปัจจุบัน และ (2) ภาครัฐจะผลักดันนโยบายเหล่านั้นให้สำเร็จได้อย่างไร
ในการสัมภาษณ์เชิงลึกโดยเก็บข้อมูลจากภาคเอกชนทั้งภาคอุตสาหกรรมและบริการ 24 หน่วยงาน และภาครัฐ 8 หน่วยงาน รวม 32 หน่วยงาน พบว่านโยบายรัฐที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญกับ 4 เรื่องหลัก ได้แก่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะด้านคมนาคม ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งและช่วยเปิดพื้นที่การลงทุนแหล่งใหม่ตามแนวเส้นทางคมนาคมโดยปัจจัยสำคัญคือภาคเอกชนต้องมั่นใจว่าภาครัฐสามารถทำได้ตามแผน การยกระดับคุณภาพการศึกษาและคุณภาพแรงงาน ภาคเอกชนห่วงเรื่องคุณภาพของนักเรียนและนักศึกษาจบใหม่ รวมทั้งปัญหาขาดแคลนแรงงานในระดับช่างเทคนิคที่มีทักษะและแรงงานระดับผู้เชี่ยวชาญที่จะทำ R&D การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยเชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคธุรกิจ ทั้งนี้ ธุรกิจอาจจะมีโจทย์วิจัยอยู่แล้ว ขณะที่ภาครัฐสามารถช่วยเรื่องนักวิจัยและเรื่องเงินทุนได้ เช่น โครงการ Talent Mobility ที่ให้นักวิจัยของภาครัฐเข้าไปช่วยวิจัยในภาคเอกชน หรือมาตรการหักลดหย่อนเงินลงทุน R&D ได้ 3 เท่า เป็นที่น่าสังเกตว่าภาคเอกชนไม่ได้ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ต่อนโยบายส่งเสริมการลงทุนด้านมาตรการทางภาษี เช่น มาตรการ Super Cluster, เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน, New Growth Engine 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย
นโยบายปลุกพลังการลงทุนหลายเรื่องถูกบรรจุในแผนยุทธศาสตร์ต่างๆ ของประเทศแล้ว คำถามที่สำคัญ คือภาครัฐควรผลักดันนโยบายการลงทุนอย่างไรให้สำเร็จ คณะผู้วิจัยได้สังเคราะห์ข้อมูลจากทั้งภาคเอกชนและภาครัฐออกมาเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จ 5 ประการหลัก ได้แก่
(1) มาตรการสนับสนุนการลงทุนตอบโจทย์ได้เหมาะสม กับศักยภาพของประเทศอยู่ในความสนใจของภาคเอกชน และนำไปปฏิบัติให้เกิดผลได้จริง ตั้งอยู่บนพื้นฐานให้ภาคเอกชนเป็นผู้ตัดสินใจดำเนินการลงทุนและปล่อยให้กลไกตลาดทำงาน ขณะที่ภาครัฐมีบทบาทเป็นผู้สนับสนุนและกำกับดูแลกฎเกณฑ์ และควรให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการกำหนดนโยบาย
(2) มาตรการควรมีจุด focus และมีจำนวนไม่มาก เพื่อให้สามารถทุ่มเททรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างเต็มที่ เช่น การเลือกผลักดันนโยบายที่มีความสำคัญก่อน การเลือกอุตสาหกรรมเป้าหมาย การเลือกพื้นที่เป้าหมายที่จะส่งเสริมการลงทุน
(3) โครงการลงทุนควรมีเจ้าภาพหลักและมีการประสานงานที่ดี จากประสบการณ์ในอดีต โครงการที่ล้มเหลวส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาการประสานงาน ทั้งรัฐ-รัฐ และรัฐ-เอกชน จึงควรกำหนดหน่วยงานเจ้าภาพที่เป็นผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน และควรตั้งเป้าหมายร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้วยกัน นอกจากนี้ ต้องสร้างกลไกการประสานงานที่ดีกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อให้ขับเคลื่อนโครงการหรือมาตรการได้สำเร็จ
(4) นโยบายลงทุนมีความต่อเนื่อง ปัญหาหนึ่งของนโยบายรัฐ คือ เมื่อผู้กำหนดนโยบายเปลี่ยนนโยบายจะเปลี่ยนตาม และไม่มีการผลักดันหรือให้งบประมาณสนับสนุนนโยบายเดิม คณะผู้วิจัยจึงเสนอให้สร้างแรงสนับสนุนนโยบายจากภาคเอกชนและภาคประชาชนเพิ่มเติมผ่านปัจจัยแห่งความสำเร็จใน 3 ข้อแรก ซึ่งหากนโยบายตอบโจทย์ได้เหมาะสม มีจุดมุ่งเน้นชัดเจน มีหน่วยงานเจ้าภาพและมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย จะช่วยสร้างแรงสนับสนุนให้รัฐบาลดำเนินนโยบายที่กำหนดไว้ได้อย่างต่อเนื่อง
(5) มีการติดตามประเมินผลที่ชัดเจนและต่อเนื่อง โดยประเมินประสิทธิผลในแต่ละขั้นตอนระหว่างการขับเคลื่อนนโยบาย รวมถึงนำผลการประเมินมาปรับปรุงแก้ไขหรือยกเลิกนโยบาย ทั้งนี้ควรเลือกเป้าหมายและตัวชี้วัดที่สามารถประเมินความสำเร็จของนโยบายได้จริงมีความเป็นไปได้และกำหนดระยะเวลาในการประเมินเป็นระยะตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงสิ้นสุดโครงการรวมทั้งมีการเปิดเผยความคืบหน้าของโครงการ/มาตรการอย่างเป็นระบบที่ทุกฝ่ายเข้าถึงได้ ซึ่งจะส่งผลให้ภาคธุรกิจเอกชนมีความเชื่อมั่นและตัดสินใจลงทุน
จะขอยกตัวอย่างโครงการ Eastern Seaboard ที่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากเป็นโครงการที่มีปัจจัยแห่งความสำเร็จครบทั้ง 5 ประการ กล่าวคือ เป็นโครงการที่ตอบโจทย์ และมีจุดเน้นชัดเจน ได้แก่ (1) การสร้างท่าเรือน้ำลึกแห่งแรกของประเทศที่แหลมฉบัง เพื่อเป็นศูนย์กลางในการส่งออกระบบตู้คอนเทนเนอร์ลงเรือสินค้าขนาดใหญ่ และ (2) การสร้างนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเพื่อรองรับแก๊สธรรมชาติจากอ่าวไทย ทำให้เกิดอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมีจากต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ทุกฝ่ายจึงเห็นภาพร่วมกันและพร้อมจะขับเคลื่อนให้สำเร็จ
นอกจากนี้ ยังมีเจ้าภาพหลักและการประสานงานที่ดี ซึ่งทำให้โครงการมีความต่อเนื่อง คือมีคณะกรรมการฯ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานและบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดทั้งยังมีอำนาจทางกฎหมายให้มติของคณะกรรมการเป็นมติของคณะรัฐมนตรีได้ ทำให้มีอำนาจในการตัดสินใจ และที่สำคัญ โครงการนี้ได้รับแรงสนับสนุนจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการเมือง ฝ่ายข้าราชการประจำ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจต่างประเทศ ตลอดจนรัฐบาลต่างประเทศโดยเฉพาะญี่ปุ่นซึ่งให้กู้ยืมเงินมาลงทุนเนื่องจากทุกฝ่ายต่างได้ประโยชน์จึงมีแรงจูงใจที่จะผลักดันโครงการให้ต่อเนื่อง รวมทั้งติดตามประเมินผลซึ่งทำให้โครงการมีความก้าวหน้า
อีกตัวอย่างที่อยู่ระหว่างดำเนินการ คือ โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ภาคเอกชนให้ความเห็นว่า โครงการจะสามารถตอบโจทย์ และ focus ได้ดีขึ้น หากภาครัฐทุ่มเททรัพยากรไปที่เขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีศักยภาพสูงก่อน 1-2 แห่ง เพื่อเป็นตัวอย่าง รวมทั้งรับฟังความเห็นจากภาคเอกชนและภาคประชาชนในพื้นที่ ควรเพิ่มการประสานงานในระดับพื้นที่ในเรื่องสำคัญ อาทิ การอำนวยความสะดวกในการจัดตั้งโรงงาน และ การบริหารแรงงานต่างด้าว นโยบายนี้ต้องมีความต่อเนื่องและมีการประเมินผลความคืบหน้าอย่างเป็นระบบ
ประเทศไทยต้องการการลงทุนเพิ่มขึ้นเพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง ซึ่งปัจจุบันภาครัฐได้เริ่มลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแล้ว แต่การลงทุนภาคเอกชนยังคงรอเห็นความคืบหน้า และความพร้อมของปัจจัยพื้นฐานอื่นๆ เช่น แรงงานที่มีคุณภาพ และการยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรม หากรัฐทำได้จริงภาคเอกชน รวมทั้งภาควิชาการ และภาคประชาชน ก็พร้อมที่จะโดดมาร่วมกระแสการลงทุนระลอกใหม่นี้ และคาดว่าจะนำพาเศรษฐกิจไทยไปสู่“ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ได้สมดังที่ทุกคนหวัง
-------------------
นิธิสาร พงศ์ปิยะไพบูลย์






