หลังพฤษภาคมปี 2535 คนจำนวนไม่น้อยเชื่อกันว่าจะไม่มีการรัฐประหารอีกแล้ว การต่อต้านการปกครองที่ถ่ายโอนอำนาจทหาร
โดยตรงมาสู่ทหารจำแลงในปีนั้นได้สร้างภาพ “ชนชั้นกลาง” ผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยขึ้นมาอย่างเด่นล้ำ แต่อย่างไรก็ตาม สังคมไทยก็ต้องเผชิญหน้ากับการรัฐประหารอีกสองครั้งในปี 2549 และ 2557 (สองปีที่ผ่านมา)
ในการรัฐประหารสองครั้งหลังทำให้ภาพของ “ชนชั้นกลาง” ลักษณะเดิมหมดความหมายไป เพราะ “ชนชั้นกลาง” จำนวนไม่น้อยที่ร่วมต่อสู้กับรัฐบาลทหารในปี 2535 ได้กลายมาเป็นผู้สนับสนุนการรัฐประหารทั้งสองครั้ง
การมองที่คุณลักษณะของ “ชนชั้นกลาง” เป็นแกนกลางคำอธิบายว่าเป็นชนชั้นที่ต้องการจะสร้างสรรค์และผดุงไว้ซึ่งประชาธิปไตยจึงไม่ถูกต้อง กลุ่มนักกิจกรรมจำนวนมากที่เคยเรียกตัวเองว่ากลุ่ม Civil Society ก็ถูกเรียกอย่างกระแหนะกระแหนว่าเป็น Evil Society ดังนั้นหากจะต้องการเข้าใจกระบวนการสร้าง
ประชาธิปไตยจึงต้องยอมรับกันก่อนว่า ไม่สามารถใช้แนวการอธิบายที่เน้นคุณลักษณะของชนชั้นกลางเป็นหลักได้อย่างเดิม และจำเป็นที่จะต้องขยายการมองเงื่อนไขปัจจัยอื่นๆ ไปให้กว้างขวาง
หากเราลองเริ่มต้นจากการถามตัวเองในปัจจุบันว่าเรา คนไทย คนในสังคมไทยเป็นใคร เป็นคนอย่างไร เราเข้าใจตัวเองและเพื่อนเราอย่างไรและทำไม เรามองการปกครองโดยอำนาจทหารอย่างไรและทำไม
คนแต่ละกลุ่มมองและเข้าใจ “ทหาร” อย่างไรและทำไม คำถามทั้งหมดจะวนเวียนกันอยู่ที่ว่าเราเป็นประชาชน หรือพลเมืองแบบไหนและเป็นอย่างนี้มาได้อย่างไร (What kinds of people and citizen have we become) การตอบคำถามข้างต้นเป็นการขุดคุ้ยในเชิง “ประวัติศาสตร์/สังคมวิทยา” ที่จะทำให้เราเห็น “ตัวตนของเรา” ในแต่ละช่วงเวลาว่าแปรเปลี่ยนและสัมพันธ์กับรัฐแบบไหน อย่างไร และทำไม
Nicolas Rose นักวิชาการมีชื่อของอังกฤษเขียนหนังสือจำนวนมากที่ควรอ่าน เพื่อเข้าใจหรือหยิบมาทดลองเป็นแนวทางในการเข้าใจสังคมไทย หัวใจหรือกรอบคิดหลักของเขาที่ควรจะศึกษาได้แก่ ความพยายามที่จะทำให้เราเข้าใจความสลับซับซ้อนและความลึกซึ้งของศาสตร์ที่ว่าด้วย “การปกครอง” (On
Governmentality : ซึ่งเขารับ/พัฒนาความคิดจาก Foucault) โดยทำให้เห็นได้ว่าการปกครองนั้นไม่ใช่เพียงแค่การปกครองทางกายภาพดาดๆ เท่านั้น หากแต่ว่าการปกครองได้ปกครองลงไปลึกในระดับของการสร้างความหมายของ “ชีวิต/ตัวตน” และส่งผลที่สำคัญที่สุด ได้แก่ การปกครองที่ลงลึกไปสู่ระดับ “จิตใจ” (Governing the Soul)
แม้ว่างานของ Rose จะเน้นความรู้ที่เป็นทางการและเน้นทางด้านจิตเวชเป็นหลัก แต่กรอบคิดใน “การปกครองจิตใจ” ก็น่าจะนำมาขยายไปสู่มิติทางด้านอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดได้ (ขอขอบคุณ คุณกฤตภัค งามวาสีนนท์ ลูกศิษย์คนไทยของ Rose ผู้ซึ่งน่าจะกำลังเขียนบทความในประเด็นของการปกครองในระดับ
จิตใจโดยมองผ่านความรู้ในเรื่องจิตเวชที่รัฐและทุนได้สร้างขึ้นเพื่อ “ปกครอง” ประชาชน/พลเมืองของไทย น่าจะนะครับ)
การนำเสนอให้คิดในเรื่อง “การปกครอง” อย่างเป็นประวัติศาสตร์สังคมวิทยาของ Rose มีจุดเด่นในแง่ที่ปิดช่องว่างบางประเด็นของการใช้ทฤษฎี “ว่าด้วยการปกครอง” ของฟูโกต์แบบที่ใช้กันทั่วไปโดยไม่ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์ กล่าวได้ว่า “ ชนชั้น” และการสืบทอด “ชนชั้น” ในแต่ละสังคมนั้นไม่ได้เกิดขึ้นอย่างลอยๆ ในสุญญากาศ หากแต่สัมพันธ์อยู่กับการขยายตัวของรัฐทางด้านการปกครอง ขณะเดียวกัน การขยับปรับเปลี่ยน/เลื่อนชนชั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน หากแต่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลาซึ่งอยู่ในจังหวะของการขยายตัว “การปกครอง” ที่ไม่เหมือนกันและไม่สม่ำเสมอเท่ากัน
หากมองพลวัตของการก่อรูปเป็น “ชนชั้น” ของสังคม ก็จะเห็นปมปัญหาหนึ่งของการคิดเรื่อง “การปกครอง” (On Governmentality) ก็คือ ในแต่ละช่วงเวลา “การปกครอง” ที่ลงลึกถึงจิตใจนั้นไปได้ไกลและกว้างขวางแค่ไหนในสังคม ตัวอย่างง่ายๆ คือ เราไม่สามารถเหมารวมได้ว่าในหนึ่งช่วงเวลานั้น ความรู้
แพทยศาสตร์ได้ขยายอำนาจคลุมทั้งสังคมหรือไม่ แม้กระทั่งในปัจจุบัน ความรู้แพทยศาสตร์ก็ยังมีรูมีช่องให้ความรู้ทาง “หมอพื้นบ้าน” เติบโตอยู่ในกลุ่มคนในสังคมอยู่ (แต่ประเด็นนี้เป็นเรื่องของการหยิบทฤษฎีมาใช้ เพราะฟูโกต์เองต้องการเพียงทำให้คนในทศวรรษ ค.ศ. 1960 เข้าใจถึง “อำนาจ” ที่สลับซับซ้อนมากกว่าการเข้าใจอำนาจทั่วๆ ไป)
กล่าวโดยสรุป (สำหรับคราวนี้เพื่อจะเขียนต่อในคราวหน้าว่า) การขยายตัวของ “การปกครอง” ที่เกิดในสังคมไทยในช่วงที่ผ่านมาได้ส่งผลเข้าไปกระทบ “การปกครองที่จิตใจ” ของคนแต่ละกลุ่มแต่ละชนชั้นแตกต่างกันไป และ “การปกครอง” ชุดที่ใหม่แตกต่างไปจากเดิมก็ต้องไปปะทะกับมรดกของ “การปกครองทางจิตใจ” แบบเก่า ซึ่งส่งผลให้ความขัดแย้งในสังคมปัจจุบันไม่ใช่เพียงความขัดแย้งทางการเมืองธรรมดา หากแต่เป็นการไม่ลงรอยระหว่างระบอบ อารมณ์ความรู้สึก หลายชุดในกลุ่มพลเมืองอันเกิดขึ้นมาจากปฏิสัมพันธ์ระหว่าง “การปกครอง” กับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมเศรษฐกิจ









