เมื่อวานเขียนถึง “การทูตไม่ปกติในยามบ้านเมืองผิดปกติ”
กรณีการ “ขบเหลี่ยม” ระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศ ดอน ปรมัตถ์วินัย และเอกอัครราชทูต กลิน เดวีส์ แห่งสหรัฐ เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้วต่อหน้านักข่าวที่กระทรวงต่างประเทศ
คุยกันชั่วโมงครึ่ง เห็นว่ามีทั้งประเด็นทะเลจีนใต้ตลอดถึงการบ้านการเมืองของไทย อันเกิดจากที่สำนักข่าวต่างประเทศแห่งหนึ่ง อ้างว่าโฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐได้ “ประณาม” ประเทศไทย
ทั้งสองท่านยืนแถลงข่าวร่วมกันเสร็จ ท่านทูตสหรัฐควักกระดาษออกมาอ่านแถลงการณ์แสดง “ความห่วงและกังวล” ต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย โดยระบุบางกรณีเป็นพิเศษเช่นการจับ “คุณแม่จ่านิว” เป็นต้น
ทำให้รัฐมนตรีดอน ต้องแถลงแย้งฉับพลันว่า เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในประเด็นของการพูดคุยกับท่านทูตเลย ท่านทูตก็ยอมรับว่าใช่ หัวข้อนี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการสนทนากับรัฐมนตรีต่างประเทศไทย
คุณดอน ให้สัมภาษณ์อีกครั้งหลังส่งทูตเดวีส์และคณะแล้วว่า สิ่งที่คุณเดวีส์ย้ำเป็นการแสดงความห่วงใย แต่ไม่มีการประณามไทยตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด ระหว่างการหารือไม่มีการพูดถึงประเด็นเหล่านี้ ตรงกันข้ามสหรัฐเป็นฝ่ายรับฟังด้วยซ้ำว่า เรื่องที่เป็นประเด็นในขณะนี้คืออะไรบ้าง ซึ่งตนก็ได้พูดถึงเรื่องการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทย ต่อคณะทำงานยูพีอาร์ที่เจนีวา ซึ่งก็มีเสียงชื่นชมไทยในหลายประเด็น
คุณดอน บอกด้วยในเรื่องสิทธิพลเมืองก็พูดให้สหรัฐฟัง ว่าไทยก็เหมือนสหรัฐที่เมื่อมีเรื่องที่สร้างความวุ่นวายในสังคม ก็ต้องหาทางไม่ให้เกิดความปั่นป่วน สังคมก็ต้องหาทางดูแลปัญหาเหล่านั้นเช่นกัน ที่ไม่ได้หยิบยกขึ้นมาพูดเพราะเป็นที่เข้าใจ ว่าทุกประเทศก็มีปัญหาเหล่านี้เช่นกัน ขณะที่ในรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั้งที่สหรัฐและอังกฤษเพิ่งเผยแพร่ออกมา ประเทศไทยก็ไม่ได้เป็นเป้า ซึ่งไม่ใช่ว่าเราไม่มีปัญหา ถ้าจะมีก็เหมือนประเทศอื่นๆ ที่ไม่ได้เป็นเป้าเท่านั้น
ผู้สื่อข่าวถามว่าจำเป็นต้องมีการพูดคุยทำความเข้าใจกับสหรัฐอีกครั้งหรือไม่ เพราะดูเหมือนว่าไทยและสหรัฐจะเข้าใจเรื่องไม่ตรงกัน คุณดอนบอกว่า คงมีโอกาสพบกันอีกแต่จะพูดคุยเรื่องเดิมคงใช่ที่ แต่อย่าถือเป็นเรื่องใหญ่โต มันเป็นเรื่องการเลือกใช้คำของสื่อแล้วคนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์และไม่เข้าใจเจตนาก็เอาไปใช้ต่อ
เมื่อถามว่าแสดงว่าสหรัฐไม่เข้าใจกระบวนการจัดการภายในของไทยหรือ คุณดอนบอกว่า เข้าใจไม่เข้าใจคงต้องเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง เพราะเราพูดกันมาพอควร และสหรัฐก็รู้ว่ามันเป็นปัญหาในหลักการอันหนึ่งเช่นเดียวกับบ้านเมืองเขา ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ
พอเกิดเรื่องนี้ก็เป็นเรื่อง “ปกติ” ของประเทศไทยในยามนี้อีกเช่นกันที่จะแบ่งกันเป็นสองฝ่าย
ด้านหนึ่งบอกว่าเป็นสิทธิของท่านทูตสหรัฐที่จะแสดง “ความห่วงและกังวล” ต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนและเสรีภาพ ของการแสดงความคิดเห็นในประเทศไทย เพราะแม้แต่คนไทยจำนวนไม่น้อยก็มีความเป็นห่วงใยในเรื่องนี้เช่นกัน
คนที่เห็นพ้องกับท่านทูตจะบอกว่าเรื่องของสิทธิเสรีภาพเป็นเรื่องสากล ดังนั้นย่อมเป็นสิทธิของนักการทูตต่างประเทศที่จะแสดงความเห็นในเรื่องนี้ เท่ากับเป็นการช่วยปกป้องเสรีภาพให้กับคนไทย ในฐานะเป็นมิตรกันมายาวนาน
แต่อีกด้านหนึ่งซัดออกมาทันทีว่า ท่านทูตทำอย่างนี้เป็นการก้าวก่ายเรื่องภายในของประเทศไทย และทำไมจึงไม่ยอมเข้าใจคำอธิบายของรัฐบาลไทยมาตลอดว่านี่คือภาวะไม่ปกติ บ้านเมืองมีความขัดแย้งและเกิดความรุนแรง สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้นอีกรอบ และกำลังจะเดินหน้าสู่การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งคราวนี้
คนวิจารณ์ทูตสหรัฐฯบางคนมีอารมณ์ดุเดือด เข้าไปใน social media เขียนความเห็นร้อนแรง บางคนถึงขั้นให้ประกาศเป็น “บุคคลอันไม่พึงปรารถนา” หรือ persona non grata กันทีเดียว
ผมมองว่าประเด็นนี้ต่างฝ่ายต่างยืนยันว่าเป็นสิทธิและหน้าที่ของตน ซึ่งก็ถูกต้องแล้ว
การแสดง “ความห่วงและกังวล” (concern) มีระดับต่าง ๆ ทางการทูต ตราบเท่าที่ยังไม่ถึงขั้น “ประณาม” (condemn) ก็ต้องถือว่าเป็นการใช้สิทธิทางการทูตที่รับฟังได้
เนื้อหาของการแสดงออกของทูตสหรัฐครั้งนี้ ไม่ได้แตกต่างไปจากเดิมเท่าใดนัก อีกทั้งการย้ำว่าความสัมพันธ์ของสองประเทศยังแข็งแกร่ง ก็ย่อมเป็นการยืนยันในจุดยืนเดิม
แต่ “วิธีการ” แสดงออกต่างหากที่เป็นประเด็นน่าวิเคราะห์ เพราะหากท่านทูตจะแสดงจุดยืนล่าสุดของรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อเรื่องสิทธิมนุษยชนในไทย (ซึ่งก็เป็นสิทธิที่จะทำได้ แม้คนไทยจะเห็นต่างกันเองในเรื่องนี้) ก็สามารถทำได้ด้วยวิธีการต่าง ๆ อย่างที่เคยทำมา
เช่นให้โฆษกกระทรวงต่างประเทศที่วอชิงตันแถลง
หรือให้โฆษกสถานทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทยแถลง
หรือท่านทูตเองให้สัมภาษณ์สื่อทั้งไทยและเทศอย่างที่เคยทำมา
แต่การควักกระดาษที่เป็นสคริปท์เตรียมมาล่วงหน้า มีคำแปลเป็นภาษาไทยมาเสร็จสรรพ และอ่านข้อความที่สร้างความกระอักกระอ่วน ให้กับรัฐมนตรีต่างประเทศเจ้าของบ้านทั้ง ๆ ที่เพิ่งปิดประตูคุยกันชั่วโมงครึ่งนั้นย่อมเป็น “การทูตผิดปกติ” ที่จะใช้ก็ต่อเมื่อต้องการจะ “ขบเหลี่ยม” หรือ “หักหน้า” กันเท่านั้น
ซึ่งในแวดวงการทูตปกติเขาไม่ทำกัน
ไม่ว่าจะมองจากแง่มุมไหน ก็ยังมองหาสาเหตุไม่เจอว่าสหรัฐฯ จะทำกับรัฐบาลไทยอย่างนี้เพื่ออะไรหรือให้ได้อะไรขึ้นมา
ถือเสียว่าเป็นเรื่องไม่ปกติเพราะอะไร ๆ มันผิดปกติในบ้านเมืองเราก็แล้วกัน









