วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การทูตไม่ปกติ ในยามบ้านเมืองผิดปกติ

เสียดายที่ผมไม่ได้อยู่ ณ ที่เกิดเหตุ

ตอนที่รัฐมนตรีต่างประเทศ ดอน ปรมัตถ์วินัย กับท่านทูตสหรัฐ กลิน เดวีส์ ยืนแถลงข่าวร่วมกัน ที่กระทรวงต่างประเทศเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

เป็นปรากฏการณ์ของการ “ขบเหลี่ยม” ทางการทูตระหว่างประเทศที่น่าตื่นตาตื่นใจไม่น้อย

เพราะเป็นเรื่องที่รัฐมนตรีต่างประเทศของชาติหนึ่ง กับเอกอัครราชทูตของอีกประเทศหนึ่ง จะยืนแถลงข่าวลักษณะ “แลกกันคนละหมัด” เพื่อปกป้องจุดยืนของแต่ละฝ่ายอย่างไม่ลดละ

หากผมเป็นนักข่าวยืนอยู่ตรงนั้น คงจะได้ยกมือถามทั้งสองท่านว่า “นี่เป็นการทูตปกติในยามไม่ปกติ หรือเป็นการทูตไม่ปกติในภาวะที่ผิดปกติ?”

หรือนี่เป็นมาตรฐานการทูตระหว่างประเทศแบบใหม่?

ถามเป็นภาษาอังกฤษก็น่าจะเป็นทำนองว่า “Is this kind of diplomacy part of New Normal or Normal Abnormality?”

เพราะการที่ทูตสหรัฐยืนแถลงข่าวคู่กับรัฐมนตรีต่างประเทศไทย แล้วหยิบเอาแถลงการณ์ออกมาอ่าน “แสดงความห่วงและกังวล” ต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในไทย โดยที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการสนทนาร่วมกัน เป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลกเอาการ

ผมถือว่าเป็น “การทูตเชิงรุกสายฟ้าแลบ” แบบเจ้าภาพตั้งตัวไม่ทัน

และการที่รัฐมนตรีต่างประเทศไทย ต้องเข้าชี้แจงต่อนักข่าวต่อหน้าทูตสหรัฐ ว่าหัวข้อนี้อยู่นอกเหนือการแลกเปลี่ยนกันวันนั้น ก็เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ผมถือว่านี่เป็น “การทูตโต้กลับฉับพลัน”

ใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับท่านทูตสหรัฐ ที่ทำเช่นนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ผมเพียงชี้ให้เห็นถึง “ความไม่ปกติ” ของการทูตมหาอำนาจเท่านั้น

เพื่อให้เข้าใจที่มาที่ไปของ “การทูตไม่ปกติ” เช่นว่านี้ ขอลอกบางตอนของรายงานข่าวจาก “มติชน” ที่เล่าเรื่องนี้ค่อนข้างละเอียดอย่างนี้

“….เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 12 พฤษภาคม ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือกับนายกลิน เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย โดยหลังการหารือราว 1.30 ชั่วโมง ทั้งคู่ได้แถลงข่าวร่วมกัน นายดอนได้เปิดโอกาสให้นายเดวีส์ให้สัมภาษณ์ และตอบคำถามของสื่อมวลชนก่อน ในช่วงต้นเดวีส์ได้พูดถึงประเด็นที่มีการหารือกับนายดอน คือเรื่องทะเลจีนใต้และเรื่องสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในไทย พร้อมกับขอบคุณนายดอนที่ได้มีการพูดคุยหารือกันอย่างตรงไปตรงมา

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่องที่เอเอฟพี ได้เสนอข่าวว่าสหรัฐได้ประณามเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นในไทยว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ เดวีส์กล่าวว่าสหรัฐห่วงกังวลอย่างยิ่งกับสิ่งที่เกิดขึ้น และย้ำจุดยืนที่ได้พูดไป โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐแล้ว ว่าสหรัฐห่วงกังวลกับการจับกุมนักเคลื่อนไหวทางการเมือง และเห็นว่าควรต้องมีการเปิดพื้นที่ทางการเมือง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นขัดต่อพันธกรณีของไทยตามหลักสากล

ผู้สื่อข่าวถามว่าความสัมพันธ์สหรัฐ-ไทย หลังจากนี้จะเป็นอย่างไร นายเดวีส์กล่าวว่า ความสัมพันธ์สองประเทศยังแข็งแกร่ง เพราะไทยเป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ของสหรัฐ และยังมีความร่วมมือระหว่างกันในหลายมิติ

หลังนายเดวีส์ให้สัมภาษณ์เช่นนั้น นายดอนได้เรียกเอกสารจากเจ้าหน้าที่มาดู ก่อนที่จะสอบถามนายเดวีส์อีกครั้ง ซึ่งเดวีส์ยืนยันว่า แคทรีนา อดัมส์ คือโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ซึ่งขัดกับการชี้แจงของกระทรวงการต่างประเทศไทยก่อนหน้านี้ จากนั้นนายเดวีส์ได้หยิบเอกสารขึ้นมาอ่านต่อหน้าสื่อมวลชน และให้เจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐแปล ให้สื่อมวลชนฟังเป็นภาษาไทยว่า สหรัฐรู้สึกไม่สบายใจกับเหตุการณ์จับกุมเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการโพสต์ข้อความออนไลน์ รวมถึงการจับกุมมารดาของนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งขัดแย้งกับพันธกิจของไทยต่อนานาชาติ ซึ่งไม่เป็นการเคารพเสรีภาพในการแสดงออก และสร้างบรรยากาศของการข่มขู่ และทำให้เกิดการเซนเซอร์ตัวเอง

นายเดวีส์กล่าวต่อว่า การข่มขู่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองและครอบครัว ทำให้เกิดความวิตกกังวลและห่วงใยอย่างยิ่ง ต่อพันธกรณีของไทยที่ต้องเคารพเสรีภาพในการแสดงความเห็น สหรัฐยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น การจำกัดเสรีภาพขั้นพื้นฐาน การจำกัดสิทธิในการแสดงความเห็น สิทธิในการชุมนุม รวมถึงการนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร

“สหรัฐเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยินยอมให้มีพูดคุยกันอย่างเปิดเผย และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในอนาคตทางการเมืองของประเทศ ซึ่งรวมถึงการร่างรัฐธรรมนูญและการลงประชามติในเดือนสิงหาคม เราขอเรียกร้องและกระตุ้นให้ไทยยกเลิกข้อจำกัดต่างๆ เหล่านี้”เดวีส์กล่าว และว่า นี่คือจุดยืนและท่าทีของสหรัฐในขณะนี้ พร้อมกับขอบคุณรัฐบาลไทยอีกครั้ง ที่มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นในเรื่องต่างๆ ซึ่งรวมถึงสิทธิมนุษยชนในไทย ทั้งยังขอบคุณสื่อมวลชนที่ทำงานเพื่อประชาชน และย้ำว่าสื่อมวลชนมีหน้าที่ในการสื่อความจริงให้ประชาชนได้รับทราบ ซึ่งสหรัฐให้ความเคารพกับการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน

หลังนายเดวีส์อ่านเอกสารที่เตรียมมาจบ นายดอนได้ย้ำว่า นายเดวีส์ไม่ได้หยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นมาพูดคุยกับตน ระหว่างการหารือกันแต่อย่างใด นายเดวีส์จึงพูดอีกครั้งว่า ยืนยันว่าตนไม่ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นพูดกับนายดอน แต่พูดกับสื่อเพื่อแสดงจุดยืนของรัฐบาลสหรัฐ ขณะที่ในการหารือกับนายดอน ก็ได้พูดคุยกันในหลายเรื่องรวมถึงเรื่องสิทธิพลเมือง และรับว่าสหรัฐไม่ได้ใช้คำว่าประณามไทย…”

ผมมีความเห็นเกี่ยวกับ “การทูตไม่ปกติ” ที่ว่านี้อย่างไร พรุ่งนี้ว่าต่อครับ