วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เกมแมวกับหนูของคนข่าวต่างชาติ

กับเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือที่เปียงยาง

คืนวันเสาร์ (คืนนี้) ขอเชิญชวนชมรายงานพิเศษ Exclusive จากเกาหลีเหนือใน “ไทม์ไลน์สุทธิชัย หยุ่น” ทาง Nation TV (เริ่ม 22.30 น.) ที่ทีมข่าวเนชั่นบุกเข้าประเทศลี้ลับแห่งนี้เป็นครั้งแรก เพื่อเจาะลึกแสวงหาคำตอบที่ชาวโลก ต้องการคำตอบมากมายหลายข้อ

ภาพซ้ายคือทีมนักข่าว BBC ที่เข้าไปทำข่าวเกาหลีเหนือเมื่อสัปดาห์ก่อนจนเป็นข่าว เพราะถูกเจ้าหน้าที่เปียงยางห้ามขึ้นเครื่องบินขากลับ สอบสวนอยู่ 8 ชั่วโมง ให้ลงชื่อในคำแถลงขอโทษ และส่งตัวออกนอกประเทศ

ภาพขวาคือเจ้าหน้าที่บางส่วนของเกาหลีเหนือที่เรียกตัวเองว่าเป็น “ไกด์” ให้กับทีมข่าวบีบีซีและเนชั่นระหว่างทำข่าวหนึ่งสัปดาห์ แต่นักข่าวฝรั่งเรียกพวกเขาว่าเป็น “minders” หรือ “ผู้กำกับควบคุม”

ในกรณีนี้เป็นเจ้าหน้าที่ของ National Korea Peace Committee (NKPC) ซึ่งเป็นเจ้าภาพต้อนรับดูแลเจ้าของรางวัลโนเบล 3 ท่านที่ไปเยือนเกาหลีเหนือที่ประสานงานผ่าน International Peace Foundation (IPF) หรือ “มูลนิธิสันติภาพสากล”

IPF เชิญทีมข่าวเนชั่นและบีบีซีไปร่วมทีมเจ้าของรางวัลโนเบลหนึ่งสัปดาห์เพื่อพบปะอาจารย์ นักศึกษาและคนรุ่นใหม่ของเกาหลีเหนือที่ 3 มหาวิทยาลัยชื่อดังที่สุดของเขาเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็น

เป้าหมายคือจะลองเปิดช่องทางการศึกษา วิทยาศาสตร์ การแพทย์และเทคโนโลยีหาทางสร้างสันติภาพ เพราะการเมืองและการทูตเจอทางตัน

เกาหลีเหนือถูกสหรัฐ โลกตะวันตกและสหประชาชาติ คว่ำบาตรทางการเมืองและเศรษฐกิจ เพราะไม่ยอมหยุดทดลองอาวุธนิวเคลียร์ ที่ทำมาแล้วไม่น้อยกว่า 4 ครั้ง และยังยืนยันว่าจะทำต่อไปจนกว่าสหรัฐและพันธมิตร เช่นเกาหลีใต้และญี่ปุ่นหยุดยั้งการซ้อมรบใกล้ ๆ ช่องแคบเกาหลี

วันสุดท้ายที่เราอยู่เปียงยาง ตรงกับวันแรกของการเปิดประชุม สภาคองเกรสของพรรคคนงาน (Workers’ Party) ที่เป็นพรรคคอมมิวนิสต์ปกครองประเทศด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จมา 70 ปีเริ่มจาก “คิมอิลซุง” ที่ส่งต่ออำนาจมาให้ลูกชาย “คิมจองอิล” และวันนี้หลานชายชื่อ“คิมจองอึน” ขึ้นครองตำแหน่ง “ประธานพรรค” อย่างเป็นทางการ

ในโอกาสการประชุมสภาคองเกรส (ครั้งแรกใน 36 ปี) รัฐบาลเกาหลีเหนือเชิญสื่อต่างชาติมากว่า 130 คนล้วนแต่มาจากสำนักดัง ๆ ไม่ว่าจะเป็น CNN, BBC, Washington Post, New York Times

แต่ที่ประหลาดมากคือเจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้นักข่าวต่างชาติเหล่านี้ เข้าไปทำข่าวในสถานที่ประชุมคือตึก 25 April Building แต่ให้นักข่าวและช่างภาพไปยืนอยู่ฝั่งตรงกันข้าม เรียกว่าทำข่าวห่าง ๆ

แทนที่จะให้ไปนั่งดูและฟัง “ท่านประธานคิมจองอึน” อ่านคำประกาศนโยบายสร้างอาวุธร้ายแรงต่อเนื่อง พร้อมแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี กลับพานักข่าวต่างชาติไปเยี่ยมโรงงานทำเส้นลวดและโรงพยาบาลสูตินรีแทน

พอนักข่าวตะวันตกโวยมากเข้า ก็ต้อนกลุ่มเล็ก ๆ ประมาณ 30 คนขึ้นรถ พาเข้าไป “สังเกตการณ์ห่าง ๆ” (ใกล้กว่าเดิมเล็กน้อย) ในหอประชุมแห่งนั้น

ถ้าอย่างนั้นเกาหลีเหนือเชิญสื่อต่างประเทศไปทำไม?

ผมเชื่อว่าเขาต้องการจะให้สื่อทั่วโลกทำข่าวใหญ่ เกี่ยวกับการประชุมคองเกรสของพรรคครั้งที่ 7 เพราะเป็นโอกาสสถาปนาคิมจองอึนขึ้นเป็น “ประธานพรรค” อย่างเป็นทางการหลังขึ้นมาแทนคุณพ่อที่เสียชีวิตไปเมื่อ 5 ปีก่อน

เท่ากับเป็นการแสดงถึงความสามารถ ในการกุมอำนาจเบ็ดเสร็จอย่างเป็นทางการ

แต่ท่านผู้นำก็ยังไม่ต้องการให้นักข่าวต่างชาติทำข่าวใกล้ชิดมากเกินไป

จะเรียกว่าต้องการ “สร้างภาพ” แต่ไม่ต้องการให้ “วิเคราะห์” อะไรในแนวที่ไปทางลบ

นั่นย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะนักข่าวต่างประเทศที่เข้าไปกลุ่มใหญ่เช่นนี้ ย่อมจะต้องการมากกว่าเพียงแค่ได้ถ่ายรูปจากฝั่งตรงกันข้ามของหอประชุม

นักข่าวตะวันตกไม่น้อยเชื่อว่าเกาหลีเหนือยังเป็นเผด็จการ และเกือบทุกอย่างที่เห็นในเปียงยางเป็นการ “จัดฉาก” ทั้งนั้น

เจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือก็ตระหนักในประเด็นนี้ ด้านหนึ่งก็ต้องการให้ภาพการประชุมและสวนสนามยิ่งใหญ่ออกไปทั่วโลก อีกด้านหนึ่งก็ต้องการจะสามารถควบคุมการออกข่าวของสื่อต่างประเทศ

เป็นปฏิบัติการที่ยากที่จะเป็นไปได้หรือ Mission Impossible ทีเดียว

นักข่าวต่างชาติทุกคนจะมีเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือ “ประกบ” ใกล้ชิด จะถ่ายรูปอะไร สัมภาษณ์ใครก็จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าหน้าที่ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เป็นเพียง “ไกด์” หรือ “ผู้อำนวยความสะดวก” เท่านั้น หากแต่ต้องการจะให้มั่นใจว่าภาพและข่าวที่ออกไปจะเป็นไปในทางบวก หรือรายงานเฉพาะภาพตระการตาของการประชุมพรรคครั้งนี้เท่านั้น

ความขัดแย้งระหว่างคนข่าวกับเจ้าหน้าที่ จึงเป็นเรื่องที่เกือบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่าเกาหลีเหนือ จะยอมผ่อนคลายการควบคุมลงไปบ้าง เช่นยอมให้ใช้อินเทอร์เน็ตส่งข่าวและภาพค่อนข้างกว้างขวาง (แม้ราคาจะแพงกว่าหลายประเทศ)

นักข่าว Washington Post สามารถใช้ระบบ 3G จากบนรถบัสนักข่าวทำ Facebook Live ให้เห็นบรรยากาศสองข้างทางกลางเมืองเปียงยางได้เป็นช่วง ๆ ซึ่งต้องถือว่าเป็นการใช้ social media รายงานสดจากกลางกรุงเปียงยางเป็นครั้งแรก แม้จะมีข้อจำกัดมากโขอยู่

ผมเห็นนักข่าว CNN รายงานสดจากกลางถนนเปียงยาง และใช้ศัพท์แสงข่าวบรรยายการเมืองเกาหลีเหนืออย่างตรงไปตรงมาในระดับหนึ่ง

ตอนหนึ่งนักข่าวคนนี้บอกว่า “ผมมารายงานข่าวจากเปียงยางเป็นครั้งที่ 10 แล้ว ยังไม่เคยมีปัญหากับเจ้าหน้าที่รุนแรงอะไร”

เขาคงหมายถึงเหตุการณ์ที่เป็นข่าวไปทั่วโลกก่อนหน้านั้นสองวัน ที่ทีมข่าวบีบีซีที่มากับเจ้าของรางวัลโนเบลถูกห้ามขึ้นเครื่องบินกลับ และส่งตัวไปสอบสวนถึง 8 ชั่วโมงก่อนที่จะขับออกนอกประเทศ

รัฐบาลเกาหลีเหนือกล่าวหาว่านักข่าวบีบีซีคนนี้ที่ชื่อ Rupert Wingfield-Hayes รายงานข่าวในลักษณะ “ไม่ให้ความเคารพต่อผู้นำและประเทศเกาหลีเหนือ และพูดจาใส่ร้ายชื่อเสียงของประเทศ”

ที่เป็นประเด็นร้อนขึ้นมาเพราะในรายงานข่าวชิ้นหนึ่ง ที่เจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือพาไปเยี่ยมโรงพยาบาลเด็ก มีเสียงบรรยายของนักข่าวบีบีซีว่า “ไม่เห็นหมอจริง ๆ” และ “เด็ก ๆ ที่นี่ส่วนใหญ่ก็ดูสุขภาพดี”

เท่ากับเป็นการบอกว่านี่เป็นการ “จัดฉาก” สร้างภาพให้เจ้าของรางวัลโนเบล และนักข่าวดูมากกว่าจะเป็นของจริง

ตัดไปที่ภาพเยาวชนเกาหลีเหนือแสดงความสามารถเทควันโดได้อย่างคึกคัก เสร็จการแสดง นักข่าวบีบีซีเดินถือไมค์เข้าไปจ่อถามเด็กผู้หญิงเทควันโดว่า “มีความรู้สึกกับคนตะวันตกอย่างผมอย่างไรบ้าง?”

เด็กสาวเกาหลีเหนือเขินอาย อ้ำอึ้ง หันรีหันขวาง ไม่พูดอะไร

ภาพตัดไปที่เจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือกำลังเขียนอะไรใส่กระดาษ พร้อมเสียงบรรยายของนักข่าวเองว่า “แน่นอน เด็กสาวคนนี้ไม่กล้าแสดงความเห็นแน่ เพราะรู้ว่ามีสายรัฐบาลกำลังจับตา และฟังทุกประโยคที่เธอจะพูด”

ความจริงหลังจากที่นักข่าวจ่อไมค์นักเทควันโดสาวเสร็จ ก็เดินไปถามนักเทควันโดชาย ตั้งคำถามคล้ายกัน เขาก็ตอบอย่างคล่องแคล่วพอสมควร

แต่คลิปนั้นไม่อยู่ในข่าวของบีบีซีชิ้นนั้น

เจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือจึงอ้างว่านี่เป็นการจงใจ รายงานข่าวอย่างไม่เป็นธรรมของเขา

ทีมข่าวเนชั่นก็อยู่ในเหตุการณ์เดียวกันนี้ตลอดงาน พยายามสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล เพื่อให้เขาอธิบายความเป็นไปของโรงพยาบาล อาจจะไม่ได้มีข้อสรุปตรงกับทีมข่าวบีบีซีเท่าไหร่นัก

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือไม่ตอบคำถามหลายข้อในหลาย ๆ เรื่อง และหลายโอกาสก็เป็นการ “จัดฉาก” ให้ดูสวยงามและตระการตา ชวนให้เกิดคำถามว่าเอางบประมาณมาจากไหน ใครคือคนได้ประโยชน์จริง ๆ และสภาพต่างจังหวัดเหมือนกับที่ได้พบเห็นในเมืองหลวงเปียงยางหรือไม่

บ่อยครั้งเจ้าหน้าที่จะห้ามถ่ายรูปข้างถนน อ้างว่า “คนเกาหลีเหนือไม่ชอบให้ถ่ายรูป” หรือ “เดี๋ยวเขาไม่พอใจขึ้นมาอาจทำร้ายคุณได้”

แต่เราก็ใช้ความเป็นคนข่าวหลบหลีก หาจังหวะเก็บภาพให้ได้มากมุมที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมอธิบายถึงการทำหน้าที่ของเราที่แตกต่างไปจากเขาอย่างไร

เมื่อพูดจาแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้วันสองวัน เรื่องเครียด ๆ และความสงสัยคลางแคลงระหว่างกันก็ลดน้อยถอยลง จนในช่วงสองสามวันหลัง เราก็สามารถถ่ายภาพได้สะดวกมากขึ้นพอสมควร แม้จะไม่ถึงระดับที่คนข่าวปกติพอใจก็ตาม

ภารกิจสำคัญของเราคือการไปเรียนรู้ ตั้งคำถามแสวงหาคำตอบแห่งความลี้ลับมากมาย โดยพยายามไม่ใช้ศัพท์แสงข่าวที่ตัดสินอะไรเป็นดำเป็นขาว อะไรถูกผิด และค่านิยมของใครดีกว่าของใคร

เพราะหากนักข่าวทำหน้าที่ตั้งคำถามให้รอบด้าน นำเสนอความเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา ให้ข้อมูลรอบด้านที่สุดเท่าที่จะทำได้... ประชาชนคนอ่านคนดูคนฟัง ย่อมจะเป็นผู้ตัดสินเองได้อย่างแน่นอน