วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

“เศรษฐกิจสงคราม” ก่อนสงครามใหญ่

นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษผู้มีชื่อเสียงจากการศึกษาสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสอง เคยเขียนบทความทำนองว่า

สถานการณ์ความขัดแย้งความรุนแรงและความตึงเครียดในโลกปัจจุบันมีความคล้ายคลึงกับปรากฏการณ์ที่เคยเกิดขึ้นก่อนสงครามโลกทั้งสองครั้งในหลายด้าน เธอย้ำว่าไม่ได้ต้องการสร้างความตระหนกตกใจเพราะเธอก็ทราบดีว่า ประวัติศาสตร์ไม่ซ้ำรอยเพียงแต่เสนอให้สังคมมองสภาวการณ์นี้ในอีกด้านหนึ่งของการเปรียบเทียบกับ“อดีต”

ผมเป็นคนหนึ่งที่อยากจะเข้าใจสถานการณ์ในโลกตะวันออกกลาง จึงอยากจะลองผนวกรวมเอาปัจจัยหลายๆ ด้านมาเพิ่มมุมมองตนเอง ซึ่งหวังว่าจะทำให้เข้าใจมากขึ้น

ปัจจัยประการแรกที่เป็นพื้นฐานของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ได้แก่การเกิด “รัฐชาติ” ในสภาวะที่ยังไม่มี “ชาติ” เพราะดินแดนทั้งหมดถูกทำให้เป็น “ชาติ” ภายใต้อำนาจประเทศมหาอำนาจเจ้าอาณานิคมขีดเส้นแบ่งรัฐตามการต่อรองอำนาจระหว่างมหาอำนาจด้วยกัน จึงเกิดการผนวก “ชนเผ่า” และ “คนต่างภาษาวัฒนธรรม” ให้เข้ามาอยู่ภายในรัฐเดียวกันซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ต่อมาเพราะรัฐที่เกิดขึ้นไม่สามารถสร้างจินตนาการความเป็น “ชาติ” ร่วมกันได้

  ปัจจัยประการที่สองที่สืบเนื่องต่อมา ได้แก่เมื่อเกิด “รัฐ” สมัยใหม่ ผู้ปกครองที่ถูกเลือกโดยเจ้าอาณานิคมได้ใช้อำนาจแบ่งสรรทรัพยากรในดินแดนกับกลุ่มทุนเข้าอาณานิคมอันส่งผลสำคัญที่ทำให้เกิดการแตกตัวทางชนชั้นชัดเจนมากขึ้นตามวันเวลา ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในโลกตะวันออกกลางกลายเป็นพลังที่เคลื่อนผู้คนเข้าสู่การต่อสู้ที่แหลมคมมากขึ้นในเวลาต่อมา (Adam Hanieh ,Capitalism and Class in the Gulf Arab States)

แต่อย่างไรก็ตามสงครามเย็นระหว่างโลกเสรีและคอมมิวนิสต์ได้ทำให้ปัญหาพื้นฐานทั้งสองประการไม่ได้แสดง/ปะทุขึ้นมา เพราะในระหว่างการแบ่งค่ายสร้างสงครามเย็นกันนั้น ทรัพยากรจำนวนมากทั้งจากผู้ปกครองของรัฐและจากมหาอำนาจไหลเข้าสู่ดินแดนแถบนี้มากมาย เพื่อหล่อเลี้ยงผู้คนไม่ให้เข้าสู่อีกฝ่ายหนึ่ง ในคู่ความขัดแย้งในด้านหนึ่งก็ได้ทำให้กับปัญหาทั้งสองประการข้างต้นซ่อนอยู่ใต้พรม

ที่สำคัญภายใต้การต่อสู้ของมหาอำนาจในสงครามเย็นได้ทำให้ความแตกต่างระหว่าง “ชนเผ่า” และคนต่างภาษาวัฒนธรรมได้พัฒนาชัดเจนมากขึ้น เพราะมหาอำนาจทั้งสองฝ่ายได้ใช้เงื่อนไขความแตกต่างของกลุ่มชนที่ดำรงอยู่ในแต่ละพื้นที่นี้เป็นประโยชน์ทางการเมือง ด้วยการสนับสนุนในทุกรูปแบบ และ “ยุแหย่” ให้ “คนกลุ่มน้อย” ที่แตกต่างจากคนกลุ่มใหญ่หรือผู้ปกครองให้มาร่วมอยู่ฝ่ายตนเอง มหาอำนาจหลักได้แก่ สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต (ในขณะนั้น) ก็ทำแบบเดียวไม่แตกต่างกัน ซึ่งทำให้ปัญหาความแตกต่างระหว่างกลุ่มคนในรัฐชัดเจนมากขึ้นและรอเวลาปะทุ

เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ปัญหาต่างๆ ปะทุมากขึ้นๆ ได้แก่การสิ้นสุดสงครามเย็น เพราะหลังจากสภาวะสงครามเย็นยุติลงมหาอำนาจทั้งสองฝ่ายก็ได้เปลี่ยนนโยบายตนเอง ในพื้นที่ทรัพยากรที่เคยไหลเข้ามาหล่อเลี้ยงพวกของตนก็ลดลงอย่างมาก สหภาพโซเวียตประสบปัญหาการแยกตัวออกมาของ 15 ประเทศ เงินงบประมาณลับที่ไหลเข้ามาในพื้นที่นี้ของสหรัฐอเมริกาก็ลดลง ขณะเดียวกันเมื่อไม่มีอำนาจของสหภาพโซเวียตคานอยู่สหรัฐอเมริกาก็เปลี่ยนบทบาทจากการสนับสนุนฝักฝ่าย มาสู่การเป็นผู้กระทำการหลักในสงครามอ่าว ซึ่งก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของการจำแนกแยกแยะ ว่าใครเป็น “ศัตรู” ในการต่อสู้/ความขัดแย้งในช่วงหลังนี้

ความรู้สึกถึงความเหลื่อมล้ำในพลเมืองทั่วไปของโลกอาหรับจึงปะทุขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อปราศจากทรัพยากรที่เคยไหลเข้ามาหล่อเลี้ยงฝักฝ่ายในสงครามเย็นได้ลดลง การเคลื่อนไหวทางการเมืองของ “อาหรับสปริง” จึงได้ขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป้าหมายหลักได้แก่การโค่นล้มผู้ปกครองที่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แต่เป้าหมายรองของคนแต่ละกลุ่มที่เข้าร่วมขบวนการนั้นแตกต่างออกไป

ในช่วงแรกของการเกิด “อาหรับสปริง” ทำให้เกิดมุมมองว่าน่าจะเป็นกระบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองไปสู่การสร้างประชาธิปไตยที่งดงามขึ้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่นานปัญหาความแตกต่างทางประวัติศาสตร์ของผู้คนในแต่ละพื้นที่ และความเหลื่อมล้ำที่ไม่สามารถขจัดได้ในเวลาสั้น ทำให้ “อาหรับสปริง” กลายเป็นการเปิดพื้นที่ให้แก่การต่อสู้ทางการเมืองหลายรูปแบบขึ้นมา เพราะเมื่อการเคลื่อนไหวของประชาชนล้มอำนาจรัฐเผด็จการลงได้ การปราศจากศูนย์กลางอำนาจเด็ดขาด จึงทำให้เกิดการรวมกลุ่มบนความแตกต่างของภาษาวัฒนธรรม เป็นทางออก/ทางเลือกที่คนในพื้นที่เลือกใช้“อาหรับสปริง” จึงมีความหลากหลายที่เหลื่อมซ้อนกันของความหมายและปฏิบัติการทางการเมือง

การรวมกลุ่มบนฐานของภาษาและวัฒนธรรมภายใต้การต่อสู้ช่วงชิงอำนาจรัฐ ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่มีทรัพยากรจากมหาอำนาจเข้ามาสนับสนุนจึงได้กลายเป็นเงื่อนไขหลักที่ทำให้เกิดการสร้าง “เศรษฐกิจสงคราม” ขึ้นมา กล่าวคือการที่จะสามารถต่อสู้ต่อเนื่องต่อไปได้ จำเป็นที่จะต้องทำให้เกิด “สภาวะสงคราม” เพื่อให้เป็นฐานทางเศรษฐกิจที่ดำเนินกันอย่างเป็นเครือข่ายพ่อค้าอาวุธระดับโลก ในประเทศยุโรปเองก็ร่วมเล่นเกมส์เศรษฐกิจสงครามนี้ เช่นประเทศเบลเยี่ยมส่งออกอาวุธมากขึ้นเป็นประวัติการณ์ พ่อค้าน้ำมันก็ได้โอกาสในการซื้อน้ำมันราคาถูกจากกลุ่มที่ยึดพื้นที่ พ่อค้ารถก็ “ลักลอบ”ขายรถกระบะรวมไปถึงการส่งสินค้าทุกชนิดผ่านตลาดในอีกลักษณะหนึ่ง

การสร้าง “เศรษฐกิจสงคราม” ก็ได้ทำให้เปิดโอกาสในการรับเงินช่วยเหลือทั้งจากประเทศอื่นและกลุ่มคนอื่นๆ บางประเทศส่งความช่วยเหลือในระดับหนึ่งเพื่อหล่อเลี้ยงแบบจำกัดไม่ให้การเคลื่อนไหวทางการเมืองขยายเข้าสู่พื้นที่ประเทศตนเอง บางกลุ่มให้ความช่วยเหลือด้วยเหตุผลของการเป็นกลุ่มภาษาวัฒนธรรมเดียวกัน

ขณะเดียวกัน “เศรษฐกิจสงคราม” ที่ดำเนินมา และในสภาวะที่ไม่สามารถจะต่อสู้ในนาม “ชาติ” แบบเดิมได้เพราะไม่สามารถจะกลืนเข้าไปร่วมกับ “ชาติ” ที่ไม่ยอมรับกลุ่มต่างภาษาวัฒนธรรม กระบวนการนี้ได้แปลง “ศัตรู” ให้เป็นสิ่งชั่วร้ายที่จะต้องต่อสู้เพื่อรักษาไว้ซึ่งอุดมคติสูงสุดของชีวิต การต่อต้าน “จักรวรรดินิยม” จึงไม่ใช่เพียงการต่อสู้ทางการเมืองหากแต่เป็นการต่อสู้เพื่อรักษาและจรรโลงไว้ซึ่งอุดมคติของชีวิตมนุษย์

สภาวะเช่นนี้จึงมีแต่ความตึงเครียด และทำให้รู้สึกถึงอะไรที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นอีกก็อาจจะเกิดขึ้นได้โดยเฉพาะสงครามที่ใหญ่มากขึ้น การเตือนสติผู้คนในโลกจึงเป็นเรื่องจำเป็นดังที่นักประวัติศาสตร์ท่านนั้นได้ทำไว้ในบทความ แต่อย่างไรก็ตามเงื่อนไขทั้งหมด มันใหญ่โตเกินกว่าที่ประเทศหนึ่งประเทศใดจะผ่อนปรนได้

ที่น่าเศร้าก็ตรงนี้แหละครับ เพราะเหมือนว่าเราทำอะไรไม่ได้เลย ได้แต่เฝ้ารอดูความเป็นไปของโลกเท่านั้น