วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อีกช่องทางหนึ่งที่จะสร้างความสงบทางการเมืองและเลือกตั้งในไทย

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสภาวะการเมืองในปัจจุบัน ซึ่งได้ก่อให้เกิดข้อวิจารณ์กันอย่างแพร่หลายเกี่ยวกับร่าง

รัฐธรรมนูญและประชามติ แทบทุกฝ่ายคงเห็นถึงความสำคัญของเสถียรภาพทางการเมือง ว่าเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและยืดเยื้อต่อการขยายตัวและพัฒนาการของระบบเศรษฐกิจ ภาวะวิกฤติการเมืองในช่วงปี 2556-2557 เป็นประสบการณ์ที่ยืนยันถึงความสำคัญของสภาพการเมืองที่กล่าวข้างต้น ตามความหมายของประชาธิปไตยนั้น การปกครองจะถือมติของปวงชนหรือเสียงข้างมากเป็นใหญ่ แต่ระดับการศึกษาและรายได้ของประชาชนไม่เท่าเทียมกัน ทำให้ความรู้ความสามารถ ความรอบคอบ พร้อมทั้งรสนิยมของแต่ละบุคคลแตกต่างกันไปเป็นอันมาก จึงไม่น่าแปลกใจ (และน่าดีใจด้วยซ้ำ) ที่รัฐได้ตัดสินใจว่าจะจัดทำ “คำอธิบายแบบพื้นฐาน” แจกแก่ประชาชนทั่วไป เพื่อให้เข้าใจถึงประเด็นหลักของร่างรัฐธรรมนูญก่อนที่จะไปลงประชามติในเดือนสิงหาคม ศกนี้

“คำอธิบายแบบพื้นฐาน” ที่กล่าวถึงข้างต้นนั้นชี้แนะว่ารัฐควรจัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาหน่วยหนึ่งชื่อ “คณะกรรมการกลางทางด้านวิชาการ” (กกว.) ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญทางวิชาการในแต่ละสาขาวิชา เช่น เศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การเกษตร อุตสาหกรรม สังคม และการปกครอง หน้าที่หลักของ กกว. คือ วิเคราะห์นโยบายหลักของทุกพรรคการเมืองที่ต้องการประกาศใช้หาเสียงในการเลือกตั้ง หลังจากการวิเคราะห์แล้ว กกว.ก็จะประกาศทั้งข้อดี ข้อเสีย ความเป็นไปได้ และผลกระทบของนโยบายหลักของพรรคการเมืองเหล่านั้นให้ประชาชนทราบก่อนที่จะไปออกเสียงในการเลือกตั้ง

รัฐคงต้องออกกฎข้อบังคับให้แต่ละพรรคการเมืองส่งนโยบายหลักของพรรคให้ กกว. วิเคราะห์เจาะลึกอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก่อนที่จะอนุญาตให้พรรคการเมืองนำนโยบายเหล่านั้นออกหาเสียงเลือกตั้ง สาเหตุที่เสนอให้จัดตั้ง กกว. เพื่อทำหน้าที่เช่นนี้เป็นเพราะระดับการศึกษา และความรู้ของประชาชนส่วนใหญ่ของไทยยังต่ำมาก (แม้ว่าความพยายามแก้ไขปัญหาการศึกษานี้ได้ดำเนินมาหลายทศวรรษแล้วก็ตาม) กกว.จึงทำหน้าที่เสมือนกับเป็น “สมองเสริม” ให้แก่ประชาชนเหล่านั้น โดยที่ประชาชนเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องเชื่อสมองเสริมนี้ในการเลือกตั้ง

นอกจากนั้น ผลงานของสมองเสริมนี้ก็จะเป็นกลางอีกด้วย กล่าวคือ จะวิเคราะห์และมีบทสรุปถึงทั้ง ข้อดี ข้อเสีย ความเป็นไปได้ และผลกระทบต่อเนื่องของนโยบายหลักของทุกพรรคการเมือง คำชี้แจงจาก กกว. เหล่านี้จะช่วยสร้างความเท่าเทียมทางด้านความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งทุกหมู่เหล่า และช่วยลดความเสี่ยง ความลำเอียง และความทุจริตทางการเมืองอีกด้วย

หากพิจารณาถึงประสบการณ์ในอดีต จะเห็นได้ชัดเจนว่านโยบายหลักของพรรคการเมืองแทบทุกพรรคมักมีแนวโน้มที่จะลำเอียงเข้าข้างประชาชนกลุ่มใหญ่ หรือประชานิยม (populism) โดยมองข้ามหรือไม่ให้ความสำคัญเพียงพอแก่ความเป็นไปได้ที่แท้จริง ผลกระทบต่อปัจจัยหรือฝ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง ข้อจำกัดทางด้านความรู้ความสามารถของบุคลากรและงบประมาณ รวมถึงศักยภาพและพัฒนาการของเศรษฐกิจไทยในอนาคต ตัวอย่างของนโยบายประชานิยมที่ได้สร้างความระทมใจในอดีต เช่น การจำนำข้าว รถยนต์คันแรก และบ้านหลังแรก

ประเด็นหนึ่งที่หลายฝ่ายอาจข้องใจคือ ความเป็นไปได้ของการจัดตั้ง กกว. แต่รายชื่อของสถาบันที่แสดงในตอนท้ายของบทความนี้ชี้ชัดว่า ประเทศไทยมีสถาบันวิจัยอยู่เป็นจำนวนมากทั้งของรัฐและเอกชน และในหลายสาขาวิชา บุคลากรของสถาบันเหล่านี้ย่อมสามารถเข้ามาช่วยกันร่วมมือทำงานรับใช้ชาติผ่าน กกว. ได้อย่างแน่นอน ความร่วมมือของนักวิชาการจากหลายสถาบันวิจัย จะช่วยเพิ่มความละเอียดถี่ถ้วนและรอบคอบในหลายแง่มุม ผลการวิจัยของ กกว. จึงน่าเชื่อถือมากขึ้น

การร่วมมือและประสานงานวิจัยของหลายหน่วยงาน พร้อมทั้งเผยแพร่ผลงานวิจัยเหล่านั้น เป็นกลยุทธ์ที่เป็นที่ยอมรับและแพร่หลายในระดับนานาชาติด้วยซ้ำ ตัวอย่างเช่น ในช่วงต้นเดือนเมษายน ศกนี้ ประเทศในกลุ่มสมาชิก ASEAN ร่วมมือกันจัดตั้ง Asean Risk Assessment Centre for Food Safety (ARAC) โดยที่ ARAC ทำหน้าที่ประสานงานและแลกเปลี่ยนความรู้พร้อมทั้งประสบการณ์เกี่ยวกับความปลอดภัย การประเมินความเสี่ยงของการผลิตและบริโภคอาหาร ความร่วมมือระหว่างประเทศเช่นนี้ จะช่วยเพิ่มความรู้และประสบการณ์ให้แก่ประเทศสมาชิก จึงจะก่อประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมอย่างแน่นอน

กกว. ก็เช่นกันมีความรู้ความสามารถที่จะช่วยวิเคราะห์เจาะลึกถึงนโยบายหลักของแต่ละพรรคการเมือง และนำผลการวิเคราะห์เหล่านั้นมาเผยแพร่แก่ประชาชนก่อนที่เขาจะไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ซึ่งก็จะช่วยนำความสงบมาให้แก่การเมืองไทยอีกทอดหนึ่ง

  รายชื่อศูนย์วิจัยและสถาบันวิจัยภายในประเทศไทย ประกอบด้วย

1) ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ

2)สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ

3) สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

4) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

5) ศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาการจัดการโลจิสติกส์และการท่องเที่ยว

6) สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.)

7) ศูนย์ข้อมูลและวิจัยเศรษฐกิจโทรคมนาคม-สำนักงาน กสทช.

8) ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ

9) สถาบันวิจัยยาง การยางแห่งประเทศไทย

10) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

11) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

12)สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข

13)ศูนย์วิจัยธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารทหารไทย

14) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

15) สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

16) สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (สว.มธ.)

17)สถาบันวิจัยประชากรและสังคม (มหาวิทยาลัยมหิดล)

18) ศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

19)ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

20)สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (ธนาคารแห่งประเทศไทย)

21) สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง