ในหนังสือเล่มใหม่ “ลงทุนอย่างไรใน New Normal” ที่ได้เขียนต้นฉบับเมื่อต้นปีที่ผ่านมานั้น ผู้เขียนได้วางธีมเศรษฐกิจ
และการลงทุนโลกใน 5 ปีข้างหน้าว่าจะ “โตต่ำ ค้าน้อย โภคภัณฑ์ถูก และผลตอบแทนการลงทุนผันผวน”
เกือบครึ่งปีผ่านไป เหตุการณ์ใหม่ๆ ยิ่งตอกย้ำภาพเศรษฐกิจและธีมการลงทุนที่วางไว้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ผู้เขียนจึงขอคาดการณ์ธีมการลงทุนในระยะใกล้ 1-2 ปีข้างหน้า เป็น 5 ธีม ดังนี้
ธีมที่หนึ่ง ดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐจะปรับขึ้นอย่างเชื่องช้าและกระท่อนกระแท่น คาดเดายาก ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกมีแนวโน้มปรับตัวลดลงต่อเนื่อง (โดยเฉพาะที่มีอายุยาว) โดยสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเป็นเพราะความจริงเชิงประจักษ์ 2 ประการ
ประการแรก ปัญหาเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันเป็นปัญหาที่เกิดจากความต้องการซื้อที่ลดลง (Demand Side) ไม่ใช่เกิดจากการผลิตที่ไม่เพียงพอ (Supply Side) โดยนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่จะมองว่าการที่เศรษฐกิจโลกใน New Normal ที่เติบโตช้าเป็นผลจากปัจจัยการผลิตที่ลดลงจากปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ประชากรสูงวัย (Aging Society)
แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัญหาที่เห็นได้ชัดคือการผลิตที่ล้นเหลือ (Excess Supply) ขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคและธุรกิจถูกจำกัด เห็นได้จากสต๊อคสินค้าคงค้างที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากโลกเผชิญปัญหาเช่นนี้แล้ว ทางแก้ในระยะสั้นคือทางการต้องผ่อนคลายนโยบายการเงินการคลังต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ
ประการที่สอง ธนาคารกลางสหรัฐหรือ Fed เพิ่งจะตระหนักว่าตนเองมิได้เป็นเพียงธนาคารกลางของสหรัฐเท่านั้น แต่ยังเป็นธนาคารกลางของโลกด้วย โดยเมื่อ Fed เริ่มขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกเมื่อปลายปีที่ผ่านมาเพราะเศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้นต่อเนื่อง แต่การปรับขึ้นครั้งนั้นก็ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ทำให้เศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกปั่นป่วนและย้อนกลับมายังสหรัฐ เห็นได้จากตัวเลข GDP ไตรมาส 1 รวมถึงการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐล่าสุดที่ได้รับผลกระทบจากความปั่นป่วนของเศรษฐกิจโลกในช่วงต้นปี
ความเชื่อมโยงเช่นนี้ ทำให้ Fed ต้องปรับทิศทางการขึ้นดอกเบี้ยให้เชื่องช้ากว่าเดิม ขณะที่ธนาคารกลางอื่นๆ ยิ่งจะต้องผ่อนคลายทางการเงินมากยิ่งขึ้น กระบวนการเหล่านี้จะทำให้สภาพคล่องที่ล้นโลกอยู่แล้วยิ่งมากขึ้นและไหลไปสู่สินทรัพย์ต่างๆ รวมถึงพันธบัตรและหุ้นกู้ต่างๆ ทำให้ผลตอบแทนในระยะ 1-2 ปีข้างหน้ามีแนวโน้มที่จะลดต่ำลงและผันผวน
ธีมที่สอง แนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะน้ำมันดิบจะเริ่มทรงตัว และอาจปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยสาเหตุที่ผู้เขียนมองว่าราคาน้ำมันจะเริ่มมีเสถียรภาพนั้นเป็นเพราะอาจกล่าวสงครามราคายกแรกระหว่างผู้ผลิต Shale Oil ของสหรัฐกับซาอุดิอาระเบียนั้นจบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายหลัง หลังจากที่ซาอุฯยอมเฉือนเนื้อตนเองโดยไม่ลดกำลังการผลิต ทำให้ราคาน้ำมันดิบตกไปอยู่ในระดับต่ำกว่าที่ผู้ผลิต Shale Oil ของสหรัฐบางส่วนจะคุ้มทุนจึงเริ่มปิดกิจการไป
นอกจากนั้น การที่เจ้าชายโมฮัมหมด บิน ซัลมาน รองมกุฎราชกุมารซาอุฯ ประกาศตรึงกำลังการผลิตและประกาศ “Vision 2030” โดยตั้งใจจะลดการพึ่งพิงรายได้จากน้ำมัน (ที่ปัจจุบันมีประมาณ 80-90% ของรายได้รวมของรัฐบาล) ในอีก 15 ปีข้างหน้านั้นถือเป็นการ “เกทับ” คู่แข่งอื่นๆ และทำให้ซาอุฯ กลับมาเป็นเจ้าตลาดน้ำมันตัวจริงอีกครั้ง โดยผู้เขียนมองว่า ซาอุฯ น่าจะตั้งใจให้ราคาน้ำมันวิ่งอยู่ในระดับปัจจุบันในปีนี้เพื่อสนับสนุนให้ผู้คนกลับมาใช้น้ำมัน แทนการใช้พลังงานทางเลือกอื่น ๆ
ธีมที่สาม ค่าเงินเยนมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง โดยอาจไปแตะ 100 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐก่อนสิ้นปี 2559 หากทางการญี่ปุ่นไม่อัดฉีดเศรษฐกิจอย่างสุดโต่ง
การที่เยนแข็งค่าต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาแม้ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อัดฉีดเงินเข้าสู่ตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สหรัฐยุติการอัดฉีดผ่านมาตรการ QE แล้วนั้น ถือได้ว่าขัดกับทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่เงินของประเทศที่พิมพ์เงินเพิ่มต่อเนื่องจะต้องอ่อนค่าลง
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมองว่าที่ผ่านมา ค่าเงินเยนตอบสนองรุนแรงเกินไป (Overreact) หลังจากที่ BOJ เริ่มมาตรการ QQE ในช่วงปี 2555 โดยอ่อนลงจาก 80 เยนต่อดอลลาร์เป็น 120 เยนในปี 2558 ซึ่งหากจะให้ค่าเงินเยนอยู่ในดุลยภาพแล้ว เงินเยนอาจต้องกลับมาแข็งค่าขึ้นที่ 100 เยนต่อดอลลาร์ในไม่ช้า ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น อาจกระทบกับเศรษฐกิจและตลาดเงินตลาดทุนของญี่ปุ่นได้ จึงเป็นไปได้ที่ทางการญี่ปุ่นอาจต้องอัดฉีดขนานใหญ่เพื่อเลี้ยงค่าเงินเยนมิให้แข็งค่าเกินไป
ธีมที่สี่ ใน 1-2 ปีข้างหน้า ตลาดการเงินและ/หรือตลาดอสังหาฯ จีนอาจจะปั่นป่วนจนทำให้ตลาดการเงินโลกผันผวนรุนแรงได้
แม้ผู้เขียนจะเชื่อว่า ในระยะยาวแล้วเศรษฐกิจจีนจะยังเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ทำให้จีนพึ่งพิงการผลิตเพื่อส่งออกน้อยลง และหันไปบริโภคภายในประเทศมากขึ้น แต่ในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า จีนยังคงมีความไม่สมดุลอย่างน้อย 3 ประการที่อาจนำไปสู่วิกฤติขนาดย่อมๆ ได้
หนึ่ง จากหนี้ประชาชาติที่สูงขึ้นต่อเนื่อง จากประมาณ 155% ต่อ GDP ในปี 2551 เป็นเกือบ 260% ในปัจจุบัน ซึ่งหนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วขณะที่เศรษฐกิจชะลอลงบ่งชี้ว่าหนี้เหล่านั้นไม่ก่อให้เกิดผลผลิต เช่น ภาคอสังหาริมทรัพย์ และภาคเหมืองแร่ สอง จากภาคอสังหาฯ ที่ราคากลับมาขยายตัวมากอีกครั้งโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการเก็งกำไร และ สาม จากค่าเงินหยวนที่แข็งค่ากว่าความเป็นจริงหากพิจารณาจากดัชนีค่าเงินที่แท้จริง (REER) และต้องอ่อนค่าลงเพื่อเข้าสู่ดุลยภาพ
ธีมสุดท้าย การเมืองโลกในระยะต่อไปจะเข้าสู่กระแสอนุรักษ์นิยมแบบสุดขั้ว และอาจนำมาสู่ความปั่นป่วนในตลาดเงินตลาดทุนโลก และ/หรือสงครามการค้าได้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่หนึ่ง ในสหรัฐที่โดนัลด์ ทรัมพ์ ผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันมีนโยบายขวาจัดแบบคลั่งชาติ กรณีที่สอง ในอังกฤษที่กระแสการสนับสนุนให้อังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (Brexit) ยังคงรุนแรง หรือกรณีที่สาม ในยุโรปจากกระแสต่อต้านผู้อพยพลี้ภัยที่มีมากก็ตาม
ทั้งหมดนี้จะทำให้โลกเศรษฐกิจใน 1-2 ปีข้างหน้าเป็นโลกที่ดอกเบี้ยต่ำ สภาพคล่องล้น ค่าเงินผันผวน และเต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยง แต่ภาพใหญ่ใน 5 ปีข้างหน้าจะเป็นเช่นไร หาอ่านได้ใน “ลงทุนอย่างไรใน New Normal” ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป






