วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

การศึกษาเชิงประจักษ์กิจการแปรรูปกับรัฐวิสาหกิจ (1)

ในแง่ภาพลักษณ์และข้อเท็จจริง ที่ว่าเอกชนส่วนใหญ่จะมีการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพมากกว่ารัฐวิสาหกิจ

แต่บทบาทรัฐวิสาหกิจมีความจำเป็นต่อเศรษฐกิจที่กลไกตลาดอาจมีความล้มเหลว การทำงานของกลไกราคาไม่สมบูรณ์ โครงสร้างตลาดมีการผูกขาด และรัฐจำต้องมีบทบาททางด้านความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและการกระจายรายได้ อันเป็นบทบาทที่กลไกตลาดทำได้ไม่ดีและเอกชนขาดแรงจูงใจที่จะดำเนินการ

การดำเนินนโยบายที่เน้นให้ความสำคัญกับกลไกตลาดและบทบาทของเอกชนโดยลดบทบาทของรัฐบางเรื่องอาจมีความจำเป็นมากขึ้นในภาวะที่หนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ระบบรัฐและรัฐวิสาหกิจยังขาดประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันประเทศจำเป็นต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากการจัดตั้งบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติและการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจภายใต้รัฐบาลชุดนี้คงต้องใช้เวลาพิสูจน์ว่าจะบรรลุตามเป้าหมายที่ต้องไว้หรือไม่

รัฐวิสาหกิจจะต้องดำเนินกิจการที่มีความสำคัญต่อสวัสดิการสังคม การพัฒนาประเทศและโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เพื่อจัดหาสินค้าและบริการที่มีคุณลักษณะพิเศษ ได้แก่ สินค้าและบริการสาธารณะหรือกึ่งสาธารณะ สินค้าและบริการที่จำเป็นซึ่งไม่คุ้มค่าในการลงทุนของภาคเอกชน กิจการที่รัฐเข้าไปดำเนินการนำร่องเพื่อดึงดูดให้เอกชนเข้ามาลงทุน ซึ่งการดำเนินกิจการรัฐวิสาหกิจตามหลักการนั้น เพื่อจัดหาสินค้าและบริการที่มีลักษณะข้างต้นให้แก่ประชาชนอย่างพอเพียง มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนโดยรวม

ในสภาวะที่เอกชนยังขาดความเชื่อมั่น อัตราการขยายตัวของการลงทุนเอกชนอยู่ในระดับต่ำ รัฐและรัฐวิสาหกิจต้องเดินหน้าการลงทุนมากกว่าปรกติ แต่รัฐวิสาหกิจไทยโดยภาพรวมมีประสิทธิภาพการดำเนินงานและบทบาททางเศรษฐกิจในต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ขณะเดียวกันยังเป็นภาระทางการคลังของรัฐบาลค่อนข้างมาก ข้อมูลล่าสุดในปี 2558 พบว่ารายได้ของรัฐวิสาหกิจมีเพียงร้อยละ 5.5 จากรายได้ของรัฐบาล โดยใกล้เคียงกับรายได้จากส่วนราชการอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาษี ที่ร้อยละ 5.2 (ปี 2557) และยังคงรับเงินสนับสนุนจากภาครัฐโดยคิดเป็นร้อยละ 5.77 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 อีกทั้งรัฐวิสาหกิจยังมีหนี้สาธารณะร้อยละ 36 ของหนี้สาธารณะทั้งหมด และคิดเป็นร้อยละ 12 ของ GDP และการลงทุนของรัฐวิสาหกิจแบ่งเป็นร้อยละ 40 จากการหารายได้เอง และ ร้อยละ 60 จากการกู้

ไทยถือว่ามีนวัตกรรมน้อยจึงทำให้ติดกับดักประเทศรายได้ระดับปานกลางเป็นเวลานาน ยังมีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและธุรกิจอุตสาหกรรมที่เน้นเพิ่มประสิทธิภาพมากกว่าเน้นนวัตกรรม ขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมของไทย และภาคส่งออกถดถอยลงอย่างชัดเจน เห็นได้ว่า การเติบโตของการส่งออกที่ขยายตัวติดลบต่อเนื่องมาหลายปี และยังคงเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าเทคโนโลยีและซื้อเทคโนโลยี ยังไม่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของตัวเองได้อย่างชัดเจน มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ร่วมกับเครือข่ายวิจัยประชาชื่น University of Norhtampton ประเทศอังกฤษ Hanoi Uninversity เวียดนาม SalusUninversity สหรัฐอเมริกา University of Palermo อิตาลี งานวิจัยครั้งนี้จัดภายใต้หัวข้อ Innovation for Competitiveness and Quality of Life นวัตกรรมเพื่อความสามารถในการแข่งขันและคุณภาพชีวิต การจัดงานวิจัยนานาชาติครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ดร. กฤษณพงศ์ กีรติกร และ ศ. ดร.นพ.พรชัย ตังมาคสมบัติ งานที่จะมีขึ้นในวันที่ 29 เมษายน 2559 ณ ศาลาดนตรีสุริยเทพ มหาวิทยาลัยรังสิต

เมื่อประเมินรัฐวิสาหกิจทั้งหมด พบว่า รัฐวิสาหกิจที่สามารถทำกำไรได้ส่วนใหญ่เป็นตลาดแบบผูกขาด ขณะรัฐวิสาหกิจที่ต้องแข่งขันกับเอกชนส่วนใหญ่ขาดทุน โดยปัญหาที่เกิดจากการดําเนินงานของรัฐวิสาหกิจและปัญหาที่เกิดจากภายนอกรัฐวิสาหกิจ อาทิเช่น การขาดประสิทธิภาพการบริหารการจัดการ การประเมินผล และให้ผลประโยชน์ตอบแทนของพนักงาน คณะกรรมการและผู้บริหาร บางแห่งหมดความจําเป็นที่จะต้องดําเนินการต่อไป หรือเป็นช่องทางในการแสวงหาผลประโยชน์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคลหนึ่ง

การที่จะบริหารรัฐวิสาหกิจเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์แสวงหารายได้ต้องสามารถเลี้ยงตัวเองจากการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ จำเป็นต้องมีการพัฒนารัฐวิสาหกิจให้สามารถตอบรับการเปลี่ยนแปลงของบริบทแวดล้อมต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เนื่องจากการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจที่ดีย่อมก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศเป็นอย่างยิ่ง ขณะที่การบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจที่ไม่มีประสิทธิภาพย่อมก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้างได้เช่นกันการมีความรู้ความเข้าใจที่ดีเกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจจึงเป็นเรื่องความจำเป็นพื้นฐานต่อการปฏิรูป การพัฒนาและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรัฐวิสาหกิจเพื่อเกิดประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนโดยรวม

งานวิจัยเชิงประจักษ์ในกรณีของไทยได้ข้อสรุปเกือบไปในทิศทางเดียวกันว่า ผลการดำเนินงานของกิจการที่แปรรูปดีกว่ารัฐวิสาหกิจ ส่วนงานวิจัยเชิงประจักษ์ในกรณีประเทศอื่นๆ ได้ผลตามที่จะได้กล่าวต่อไป การศึกษาเชิงประจักษ์เพื่อเปรียบเทียบผลการดำเนินงานของกิจการที่แปรรูปแล้วกับรัฐวิสาหกิจในสถานการณ์ที่คล้ายกันก่อนที่จะมีการแปรรูปในอียิปต์ช่วงปี 2537-2541 (Orman, 2004) พบว่ากิจการทั้งสองกลุ่มแทบจะไม่มีความแตกต่างกันแบบมีนัยสำคัญทางสถิติในเรื่องของผลดำเนินงาน บริษัทที่แปรรูปแล้วมีกำไรและประสิทธิภาพในการดำเนินการเพิ่มขึ้น แต่ลดสัดส่วนภาระหนี้และการจ้างงานลง ในขณะที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดของผลผลิต ซึ่งกลุ่มรัฐวิสาหกิจก็มีผลดำเนินการคล้ายกันในช่วงที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจคล้ายกัน การศึกษานี้มีนัยสำคัญว่าภายใต้สภาพแวดล้อมที่แข่งขัน กิจการรัฐวิสาหกิจ หรือกิจการที่แปรรูปเป็นบริษัทแล้ว มีผลการดำเนินงานคล้ายกัน

นั่นหมายความว่า ความเป็นเจ้าของไม่ได้มีความสำคัญเท่ากับสภาพแวดล้อมในการแข่งขันภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขัน รัฐวิสาหกิจที่รัฐเป็นเจ้าของสามารถมีผลงานเท่ากับบริษัทที่มีการแปรรูปที่เอกชนเป็นเจ้าของได้ ผลการศึกษานี้มีนัยทางนโยบายว่าการแปรรูปโดยเปลี่ยนเจ้าของกิจการเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ช่วยให้การดำเนินการของกิจการบริษัทหลังการแปรรูปแล้วดีขึ้นเสมอไป แต่จะดีขึ้นต่อเมื่อเกิดการแข่งขันที่แท้จริงแทนที่การผูกขาด ถ้ารัฐยังต้องการเป็นเจ้าของในบางกิจการและต้องการเพิ่มประสิทธิภาพ ก็สามารถทำได้โดยให้เอกชนแข่งขันกับรัฐวิสาหกิจ และถ้าจะแปรรูปจะต้องสร้างความสามารถในการกำกับดูแลให้เกิดขึ้นได้ก่อนการแปรรูปเพราะจำเป็นต่อการทำงานของตลาดให้มีประสิทธิภาพ

ดังนั้นผู้วางนโยบายไม่ควรให้ความสำคัญของการเปลี่ยนเจ้าของ (จากรัฐเป็นเอกชน) มากไปกว่า โครงสร้างตลาดและสร้างการแข่งขัน

Weiss, 1995 ทดสอบการเปลี่ยนแปลงในผลการดำเนินงานของกิจการที่แปรรูปในเม็กซิโกช่วงปี 2528-2533 เป็นการศึกษาเชิงประจักษ์ที่ทดสอบสมมติฐานว่าความเป็นเจ้าของมีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อผลการดำเนินการหรือไม่ ผลการศึกษาพบว่าการเติบโตของยอดขายมีผลในทางบวกแบบมีนัยสำคัญโดยมีความสัมพันธ์กับการเติบโตเฉพาะของบางบริษัทและบางสาขาที่เปิดต่อการแข่งขันกับต่างชาติ เนื่องจากตัวแปรการปกป้องคุ้มครองมีผลเป็นลบ ในขณะที่ขนาดของบริษัทและโครงสร้างการกระจุกตัวของอุตสาหกรรมมีผลในทางลบ ส่วนการความเป็นเจ้าของของรัฐไม่มีนัยสำคัญ ส่วนผลการดำเนินการทางด้านยอดขายต่อคนงานพบว่าสาขาโดยเฉลี่ยมีผลเป็นบวกอย่างมีนัยสำคัญ โดยโครงสร้างของการกระจุกตัวอุตสาหกรรมและการปกป้องคุ้มครองไม่มีนัยสำคัญ

ส่วนการพิจารณาผลการดำเนินการด้านการเติบโตของยอดขายต่อหน่วยทรัพย์สิน พบว่าการกระจุกตัวของอุตสาหกรรมมีผลในทางลบอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหมายความว่าโครงสร้างอุตสาหกรรมที่มีการรวมตัวกันและมีการแข่งขันภายในน้อยทำให้ผลการดำเนินงานแย่ลง งานนี้มีนัยว่าการแปรรูปที่มีการเปลี่ยนแปลงความเป็นเจ้าของแต่เพียงอย่างเดียวไม่มีผลดีต่อการดำเนินงาน ถ้าโครงสร้างอุตสาหกรรมยังมีการแข่งขันน้อยหรือลดลงผลการดำเนินงานก็จะลดลง ดังนั้นผลการศึกษาไม่ได้สนับสนุนว่าการแปรรูปจะทำให้กิจการมีการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่การแปรรูปเป็นการทำเพื่อแก้ปัญหางบประมาณที่จำกัดของภาครัฐมากกว่า

เช่นเดียวกันงานศึกษาของ World Bank, 2004 ที่ได้ศึกษาจากนานาประเทศทั่วโลกสรุปว่าการปฏิรูปและปรับโครงสร้างให้มีการแข่งขันและการวางระบบการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่ควรทำก่อนการแปรรูป ในงานนี้มีการเสนอให้แยกส่วนกิจการ (ทั้งแนวดิ่งและแนวราบ) โดยแยกกิจการที่สามารถแข่งขันได้ออกจากกิจการที่มีการผูกขาดโดยธรรมชาติ ซึ่งความเป็นเจ้าของจะแตกต่างกัน เช่นอุตสาหกรรมไฟฟ้า ควรแยกสายส่งและการจำหน่ายออกจากการผลิต อุตสาหกรรมโทรคมนาคม ควรแยกวงจรสายในพื้นที่ออกจากทางไกล มือถือ และบริการส่วนเพิ่มอื่นๆ ในกิจการก๊าซธรรมชาติควรแยกท่อส่งความดันสูงและส่งการกระจายในพื้นที่ออกจากการผลิต วัตถุดิบและการจัดเก็บสต๊อก ลักษณะของประเทศที่แตกต่างกันไปมีผลต่อการเลือกรูปแบบของการแปรรูปที่เหมาะสมแตกต่างกัน

นอกจากนั้น ผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะคนจนในการเข้าถึงกิจการสาธารณูปโภค จะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศแต่ละเมือง การแข่งขันในการให้บริการพื้นฐานมากขึ้นมักจะทำให้คนจนสามารถเข้าถึงและได้รับบริการมากขึ้น แม้กระทั่งในกรณีที่ราคาสูงขึ้นก็ตาม แต่อาจจะมีคนจนบางกลุ่มที่เคยลักลอบใช้สินค้าสาธารณะไม่สามารถเข้าถึงได้