ข่าวคราวในอาทิตย์ที่ผ่านมา เรื่องที่รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจได้ลงนามเสนอร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดิน
และสิ่งปลูกสร้างเพื่อให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไปนั้น ก็ได้รับเสียงตอบรับทั้งจากฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยฝ่ายที่เห็นด้วยได้ให้เหตุผลว่า จะเป็นการชดเชยรายได้ของรัฐที่ขาดหายไป เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้มีการปรับลดภาษีเงินได้ไปแล้ว นอกจากนี้ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนี้จะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในสังคมด้วย เนื่องจากจะเก็บรายได้ภาษีได้จากผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจำนวนมาก และยกเว้นภาษีให้กับคนรายได้น้อยหรือที่มีเพียงบ้านหลังแรกเท่านั้น เป็นต้น
นอกจากนี้ บางคนก็อาจคาดหวังต่อไปว่า ภาษีเหล่านี้จะช่วยลดแรงจูงใจในการกักตุนที่ดินให้เหลือน้อยลง ซึ่งจะทำให้มีการใช้ประโยชน์ที่ดินว่างเปล่าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับกรณีหลังนี้ ยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้อีกต่อไปว่า ภาษีเหล่านี้ในทางกลับกัน ก็อาจทำให้เกิดการตัดสินใจพัฒนาที่ดินว่างเปล่าให้เป็นโครงการที่อยู่อาศัยก่อนเวลาที่เหมาะสม (ซึ่งหากลงทุนแล้ว ก็จะเปลี่ยนแปลงประเภทในภายหลังได้ยาก) ทำให้เกิดการลงทุนก่อสร้างหรือใช้ประโยชน์ที่ผิดประเภทในระยะยาวได้เช่นกัน เพราะการเก็บที่ดินว่างเปล่าไว้ในบางช่วงก็เพื่อให้ได้ข้อมูลเพิ่มเติมมากขึ้น ซึ่งก็คือการเก็บทางเลือก (option) ของการพัฒนาที่เหมาะสมกว่าในอนาคตไว้นั่นเอง
ส่วนในฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยนั้น ก็ให้เหตุผลว่า เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาในปัจจุบันนี้ หากมีการเก็บภาษีเหล่านี้แล้ว ก็จะยิ่งเป็นการเพิ่มภาระให้กับประชาชน และอาจเป็นผลเสียต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่อไปด้วย แต่หากเราแยกประเด็นให้ชัดเจนระหว่างเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะสั้น กับเป้าหมายในระยะยาวว่าด้วยการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมที่จะมีผลต่อการสร้างเสถียรภาพ และการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาวแล้ว เราก็ไม่อาจปฎิเสธได้ว่า การแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำนั้น ก็มีความสำคัญไม่แพ้เรื่องการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะสั้น
นอกจากนี้ หากเรามองปัญหาเศรษฐกิจในเชิงองค์รวมทั้งระบบแบบไม่แยกส่วนแล้ว เราก็จะเข้าใจได้ไม่ยากว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่สามารถก้าวข้ามกับดักของประเทศรายได้ปานกลางนั้น อาจจะแตกต่างจากมายาคติที่ทำให้เข้าใจกันเองว่า ปัญหาเรื่องความสามารถในการแข่งขันของประเทศนั้น มีที่มาจากความไม่พร้อมในระดับปัจเจกบุคคลเท่านั้น คือ เกษตรกรไทย และผู้ประกอบการขนาดเล็กและกลางแต่ละรายในเรื่องของการขาดเงินทุน ขาดความรู้ความสามารถ ตลอดจนถึงการขาดเครือข่ายทางธุรกิจที่ดี เท่านั้น โดยไม่ได้มองว่า สาเหตุที่แท้จริงนั้นอาจเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างทั้งระบบ ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากวัฏจักรความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมของระบบเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองมากกว่านั่นเอง
และความเข้าใจผิดเช่นนี้เองที่จะกลายเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้มีการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดซ้ำรอยเดิมในอดีตได้ไม่ยาก ยกตัวอย่าง เช่น ในอดีตเมื่อ 50 ปีก่อน เราก็เคยมีการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อสร้างระบบทางหลวง สร้างเขื่อนและระบบสายส่งไฟฟ้า และการขยายระบบน้ำประปา เราประสบความสำเร็จจากการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในอดีตจนทำให้ประเทศไทยมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวขยับขึ้นไปอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง แต่ผลจากความสำเร็จนี้ได้ก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมและสิ่งแวดล้อมตามมา เช่น ปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท ปัญหาการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ แหล่งน้ำ และทรัพยากรชายฝั่ง ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในหลายจังหวัด ปัญหาความแออัด ขยะและมลพิษในเมือง เป็นต้น
ซึ่งเราพยายามแก้ไขปัญหาเหล่านี้ด้วยการใช้กฎหมายผังเมืองที่เข้มงวดมากขึ้น และจำกัดให้อุตสาหกรรมที่อาจสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมให้ตั้งอยู่ได้เฉพาะในนิคมอุตสหากรรมเพื่อสะดวกแก่การควบคุมดูแล เป็นต้น คำถามสำคัญก็คือว่า ในปัจจุบันที่เราเริ่มพูดถึงโครงการลงทุนขนาดใหญ่ และแผนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษนั้น เราได้เรียนรู้ที่จะป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำรอยเดิมไว้อย่างรอบคอบหรือยัง ทัง้นี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ดุลยภาพระยะยาวที่เราคาดหวังกันอยู่ในวันนี้ต้อง กลายเป็นดุลยภาพที่เหลื่อมล้ำในที่สุด ความหมายของดุลยภาพที่เหลื่อมล้ำ ก็คือดุลยภาพที่สุ่มเสี่ยงที่จะแปรเปลี่ยนสถานะไปเป็นการไร้ดุลยภาพได้อยู่ตลอดเวลา โดยมีเหตุปัจจัยหลักมาจากความเหลื่อมล้ำไม่สมดุลกันภายในระบบนั้นๆ เอง
อันที่จริงแล้ว คำตอบของบางคำถามนั้น เราจะสามารถหาได้โดยการศึกษาบทเรียนจากประวัติศาสตร์ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของสังคมไทย ซึ่งผู้สนใจสามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้จากรายงานวิจัยทั่วๆ ไป หรือไม่ก็จากงานวิจัยของผู้เขียนและคณะวิจัยภายใต้โครงการทุนเมธีวิจัยอาวุโส สกว ซึ่งผลงานล่าสุดจากโครงการวิจัยนี้ที่ทำในเชิงประวัติศาสตร์เศรษฐกิจว่าด้วยเรื่อง ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยนั้น ก็คือหนังสือเรื่อง ดุลยภาพที่เหลื่อมล้ำ ที่จัดพิมพ์โดยทาง สกว (ดูรูปประกอบ)









