นักลงทุนหลายท่านโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ใกล้ถึงวัยเกษียณมาปรึกษากับผมว่าลงทุนยากมาก เนื่องจากอัตราดอกเบี้ย
ทั้งไทยและต่างประเทศพากันสาละวันเตี้ยลงไปทุกวัน จึงเกิดคำถามเดียวกันแบบมิได้นัดหมายว่า สภาวการณ์อัตราดอกเบี้ยติดลบจะจบลงไหม จะจบลงอย่างไร และอีกนานไหมกว่าจะจบสักที
ผมขอตอบเป็นแบบ Scenario ที่เป็นไปได้ว่าจากนี้ไป ‘โลกที่เต็มไปด้วยประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยติดลบ’ จะเดินไปอย่างไรต่อ ก่อนอื่นขอตอบคำถามแรกก่อนว่า ‘โลกที่ดอกเบี้ยติดลบ’ น่าจะอยู่กับเราสักพักใหญ่ แต่อย่างไรเสียก็ต้องจบ (แต่จะจบสวยไหมเป็นอีกเรื่องนะครับ) โดยมีสิทธิ์ที่จะจบด้วยแนวทาง 5 ประการ ดังนี้
แนวทางแรก เมื่อใดก็ตามที่ธนาคารกลางสหรัฐเริ่มส่งสัญญาณขึ้นอัตราดอกเบี้ยแบบจริงจัง ก็จะทำให้เกิดแรงบีบให้อัตราดอกเบี้ยติดลบในภูมิภาคอื่นมิได้อยู่ในแดนลบได้ง่ายนัก เนื่องจากความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างของสหรัฐกับภูมิภาคอื่นไม่สามารถที่จะแตกต่างกันมากเกินไป เพราะอัตราแลกเปลี่ยนและกระแสเงินทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตราสารหนี้จะบีบให้ธนาคารกลางในภูมิภาคอื่นๆ ต้องขยับอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้สูงขึ้นจนไม่หนีจากอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐมากนัก แม้ว่าภาพเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นแบบเต็มที่นัก เพราะการบีบเพื่อลดอัตราดอกเบี้ยให้ติดลบเริ่มจะ ‘ได้ไม่คุ้มเสีย’ จากการที่เสถียรภาพทางการเงินเริ่มก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดีของการเติบโตของเศรษฐกิจจากอานิสงส์ของนโยบายดังกล่าว โดยถ้าจบแบบนี้ได้ น่าจะใช้เวลาราว 2 ปีครึ่งบวกลบนิดหน่อย
แนวทางที่สอง เมื่อใดก็ตามที่อัตราเงินเฟ้อในยุโรปเพิ่มขึ้นจากการเติบโตของเศรษฐกิจยุโรปที่โผล่พ้นน้ำแบบปริ่มๆ จากมาตรการกระตุ้นสารพัดของธนาคารกลางยุโรป รวมถึงที่ได้รับข่าวดีจากผลประชามติที่อังกฤษไม่ออกจากสหภาพยุโรป หรือ Brexit ก็น่าจะช่วยส่งโมเมนตัมให้เศรษฐกิจดีขึ้นจากการผ่อนคลายความกังวล โดยส่วนตัวผมคิดว่าถ้าจะมีภูมิภาคไหนที่สามารถสร้างเซอร์ไพร์สในแง่ของข่าวดีจากภาพรวมเศรษฐกิจ ผมเห็นว่ายุโรปมีโอกาสมากที่สุด แต่ข่าวร้ายคือหนทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ผมคิดว่ากว่าจะถึงวันนั้นได้ ต้องมีดราม่าจากนายมาริโอ ดรากิ และนายเดวิด คาเมรอน อีกหลายยก คงจะไม่ผิดถ้าจะกล่าวว่าสำหรับเศรษฐกิจยุโรปนั้น ด้วยสถานการณ์ที่ยื้อมาลึกถึงขนาดนี้ การที่จะสามารถหลุดออกไปได้ คงต้องถือคติ ‘ต้องสู้ ต้องสู้.. ถึงจะชนะ’ โดยถ้าจบแบบนี้ได้ น่าจะใช้เวลาราว 3 ปีกว่าๆ
แนวทางที่สาม หากสถานการณ์ที่อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกติดลบระบาด โดยลามไปถึงอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทประกัน กองทุนบำนาญ รวมถึงการออมของผู้สูงอายุและผู้มีรายได้ จนเกิดปรากฏการณ์ที่ต่างพากันมองหาซื้อตราสารที่มีผลตอบแทนสูง และแน่นอนว่าเสี่ยงสูงด้วย จนเกิดปัญหาความเสี่ยงด้านเครดิตของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ จนเกิดการล้มละลายเป็นโดมิโน่ของระบบการเงินที่ผมกล่าวถึงข้างต้น คงจะมีการประชุมกันระหว่างประเทศใหญ่ระดับท็อปเท็นของโลกหรือกลุ่มประเทศ G-10 ที่จะผนึกกำลังเหมือนในช่วงปี 2009 ที่สู้กับวิกฤติซับไพร์ม เพื่อแก้ปัญหาอัตราดอกเบี้ยติดลบซึ่งเป็นรากเหง้าของวิกฤติที่ว่า โดยถ้าจบแบบนี้ได้ น่าจะใช้เวลาราว 4-5 ปีกว่าจะไปถึงจุดนั้น
แนวทางที่สี่ ได้แก่ การที่ธนาคารกลางจ่ายเงินให้กับประชาชนโดยตรง หรือ Helicopter Money ทำให้เกิดการหลอมรวมของนโยบายการเงินและการคลัง จนทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น จากการที่ปริมาณเงินในระบบสูงขึ้น โดยประเทศหลักส่วนใหญ่ในทางกฎหมายสามารถดำเนินนโยบายดังกล่าวได้ ดังรูป
ทว่า ปัญหาของนโยบายนี้คือไม่สามารถควบคุมผลข้างเคียงจากอัตราเงินเฟ้อว่าจะสูงไปถึงไหน รวมถึงหากมองต่อไปอีกหนึ่งช็อต นโยบายการเงินและการคลังจะมีประสิทธิภาพลดลงจากการไปลบเส้นแบ่งเขตของสองนโยบายหลักดังกล่าว โดยกว่าจะกลับมาให้มีนโยบายการเงินและการคลังแยกออกจากกันเหมือนเดิมจะใช้เวลานาน คล้ายๆ กับ ‘แก้วที่มันร้าว กลับมาให้เหมือนเดิมยาก’ แต่โอกาสสำหรับแนวทางนี้ ผมว่าก็ยังน้อยอยู่ในตอนนี้
ส่วนแนวทางสุดท้าย ที่ผมคิดว่าโอกาสเกิดขึ้นค่อนข้างน้อยมาก ได้แก่ เศรษฐกิจโลกกลายสภาพเป็น ‘Lost Decade’ เหมือนเศรษฐกิจญี่ปุ่นในช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ที่โดนกระหน่ำทั้งเงินฝืดและเศรษฐกิจหดตัว ผมเห็นว่าโอกาสน้อยเพราะกระสุนของธนาคารกลางยุโรปและเศรษฐกิจสหรัฐที่รีบาวน์มาระดับหนึ่ง แม้จะไม่นิ่งมากๆ ก็ยังเป็นเสมือนบัฟเฟอร์ให้ไม่เกิดเหตุการณ์อย่างที่ว่า ที่สำคัญผมคิดว่าเศรษฐกิจจีนยังเป็นเสมือนตัวช่วยลับๆ ในตอนนี้ที่หลายคนมองว่าเป็นความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกในระยะยาว
โดยสรุป ผมคิดว่า ‘โลกที่อัตราดอกเบี้ยติดลบ’ คงจะจบได้แบบ Happy Ending แม้จะออกแนวซีรีส์เกาหลีที่ดูกันยาวๆ แบบมีหลายตอนจบ ครับ









