ในยุคเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ผู้บริโภคต้องระมัดระวัง
การใช้จ่ายเป็นจังหวะเดียวกับนักการตลาดที่ร่ายมนต์ “ลดแลกแจกแถม” มาดึงเงินออกจากกระเป๋าลูกค้าให้ได้มากที่สุด ซึ่งเวลานี้กลยุทธ์ลดแลกแจกแถมแพร่ระบาดไปทั่วทุกหัวระแหง สินค้านานาชนิดล้วนปักป้ายเซลสีแดงด้วยตัวเลขที่เรียกว่ายิ่งสูงยิ่งสะกดสายตา ดึงดูดให้สองมือล้วงกระเป๋าสองเท้าเร่เข้ามา
แม้ว่าเครื่องมือในการทำตลาดและส่งเสริมการขายจะมีนับร้อยวิธี แต่การลดแลกแจกแถม ถูกหยิบมาใช้อย่างมาก ยิ่งเศรษฐกิจย่ำแย่สินค้าจำหน่ายไม่ออก จะระบายสต็อกให้รวดเร็วได้อย่างไร โดยเฉพาะสินค้าที่มีอายุสั้น หากเคลียร์สต็อกไม่ทันย่อมหมายถึงเม็ดเงินที่จมอยู่กับกองสินค้านั้นๆ ใครจะยอมให้ “ต้นทุนหาย-กำไรหด” จึงปฎิเสธไม่ได้ว่า สินค้าใกล้หมดอายุ หรือสินค้าที่มีแนวโน้มตกยุค ไม่ทันสมัย จะถูกนำมาลงกระบะลดแลกแจกแถมมากที่สุด
จะว่าไป...วิธีการกระตุ้นการขายของนักการตลาดหรือบรรดาสินค้าต่างๆ ด้วยการลดกระหน่ำซัมเมอร์เซลถูกจริตกับคนไทยไม่น้อย สร้างกลุ่มไทยมุงพร้อมออกแรงช่วงชิงสินค้า “นาทีทอง” หรือตามแต่สโลแกนเด็ดที่ดึงลูกค้าเดินหน้าเข้ามาหา ไม่ว่าจะ “สินค้าราคาพิเศษรอบเดียวราคาเดียว” หรือ “สินค้าล็อตสินค้าหมดแล้วหมดเลย” หรือ “ราคานี้มีครั้งเดียว”
อารมณ์ในการช่วงชิงสินค้าตรงหน้ามาเป็นเจ้าของในราคาที่มั่นใจว่าถูกแสนถูก ณ เวลานั้น เสมือนถูกสั่งการด้วยพลังงานแฝงที่เปี่ยมไปด้วยความหนักหน่วง และความรู้สึกต้องเป็นเจ้าของ... เอามาครอบครองให้ได้!! เป็นเหตุผลในหัวผู้บริโภคอย่างเราๆ ที่พ่ายแพ้ต่อมนต์ลดแลกแจกแถม ซึ่งภาพเหล่านี้อยู่ในหัวของบรรดามาร์เก็ตติ้งแมนอยู่แล้ว ว่าเมื่อปล่อยหมัดเด็ดแล้วจะเกิดเหตุการณ์อย่างไร
เป็นหน้าที่ของผู้บริโภคต้องรู้ให้เท่าทัน สามารถบริหารจัดการ “ความต้องการ” และ “ความจำเป็น” ที่ควรจะต้องตั้งเป็นป้อมปราการด่านแรกสำหรับตัวเองเมื่อต้องเผชิญหน้าสถานการณ์ “ลดแลกแจกแถม” ทั้งแบบจงใจหรือไม่จงใจก็ตาม ที่สำคัญทฤษฎีประเภทที่ว่า“ของดีไม่มีถูก” เป็นตรรกะที่สมเหตุสมผลไม่น้อย คิดง่ายๆ หากสินค้าขายดีจะต้องลดราคาทำไม
ในทางกลับกัน ผู้บริโภคสามารถบริหารจัดการ “ลดแลกแจกแถม” ให้เป็นประโยชน์และคุ้มค่าต่อการต้องควักเงินออกจากกระเป๋าในยุคที่ต้องเน้น “ความคุ้มค่า” ได้เช่นกัน ยิ่งในยุคเทคโนโลยีเอื้ออำนวยต่อการค้นหาข้อมูลข่าวสาร เปรียบเทียบราคา คุณภาพ องค์ประกอบต่างๆ ทำการบ้านก่อน “จ่าย” จะทำให้การใช้เงินคุ้มค่า คุ้มราคา ได้จริงๆ
อย่างไรก็ตาม ในแง่ธุรกิจ นักการตลาดต้องทำหน้าที่ของตัวเองในการสร้างยอดขายสินค้าและบริการ ในฐานะผู้บริโภคก็มีหน้าที่หรือต้องทำตัวเป็น “สมาร์ทชอปเปอร์” โดยใช้เวลาไม่มากนัก เริ่มจากการไตร่ตรอง “ความต้องการของตัวเอง” เป็นหลัก เป็นโจทย์สำคัญที่ต้องคิดก่อนซื้อว่าจำเป็นต้องใช้สินค้าในช่วงเวลานั้น หรือราคาที่ลดลงคุ้มกับการซื้อล่วงหน้าสำหรับความต้องการใช้ในอนาคตหรือไม่
ของแลกแจกแถม มีประโยชน์ต่อการใช้ได้หรือไม่ หากตัดส่วนนี้แนวโน้มของราคาจะต่ำลงกว่าเดิมหรือไม่ “ราคาที่จูงใจ” แต่เปรียบเทียบเชิงปริมาณแล้วคุ้มค่าอย่างไร เพราะบางครั้งอาจต้องซื้อจำนวนมากเพื่อให้ได้ราคาตามเงื่อนไข บางครั้งต้องพิจารณากระทั่งบรรจุภัณฑ์ที่อาจมาในรูปแบบไม่ปกติ ต่างจากการขายเดิม เพื่อสามารถทำราคาโปรโมชั่นได้ ดังนั้นปริมาณสินค้าอาจไม่เท่าเดิม
สิ่งที่สำคัญที่ไม่อาจละเลยได้ คือ "คุณภาพสินค้า" แต่อยู่ที่การตัดสินใจของผู้บริโภคว่าต้องการคุณภาพสินค้ามากน้อยแค่ไหน บางครั้งเราไม่ได้ต้องการสินค้าที่มีคุณภาพสูงๆ อย่างเดียวเสมอไป แต่หากสินค้าชนิดเดียวกัน ราคาไม่ต่างกันมาก แต่มีคุณภาพที่ดีกว่า ก็ควรเลือกสินค้าที่ดีกว่ามาใช้งานหรือไม่ เพื่อประโยชน์ในด้านต่าง ๆ เช่น ใช้งานได้นานกว่า ไม่ต้องเสียเงินซื้อใหม่บ่อย ๆ
หากเราซื้ออย่างมีสติ แน่นอนว่าสตางค์ที่จ่ายออกไปย่อมเกิดประโยชน์สูงสุด









