วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โจทย์หนักเศรษฐกิจโลกที่วอชิงตัน ดี.ซี.

ทุกปีในเดือนเมษายน จะเป็นช่วงการประชุมร่วมระหว่างปี (interim) ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)

และธนาคารโลก ที่มีผู้นำทางเศรษฐกิจประเทศต่าง ๆ ระดับรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางจากทั่วโลกเข้าร่วมประชุม เพื่อหารือเรื่องภาวะเศรษฐกิจโลกและปัญหาต่างๆ ที่ควรแก้ไข เป็นเวทีใหญ่ที่ทำให้เกิดข่าวได้ทุกนาทีจากการให้ความเห็นของผู้ทำนโยบาย ปีนี้การประชุมอยู่ช่วงอาทิตย์ที่แล้ว คือ 12-17 เมษายน ซึ่งคงได้มีข่าวออกมาบ้างแล้ว สำหรับปีนี้ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจโลกมีแต่เรื่องหนักๆ ตั้งแต่เรื่องการฟื้นตัว การชะลอตัวของจีน และความเสี่ยงทางเสถียรภาพ ความเสี่ยงของการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย รวมถึงความเปราะบางที่อาจปะทุเป็นวิกฤติจากความเสี่ยงในหลายจุดที่เศรษฐกิจโลกมี

ขณะที่ความไม่แน่นอนด้านนโยบายก็มีสูง ทั้งในความเชื่อมั่นที่ตลาดการเงินมีต่อความสามารถของธนาคารกลางของประเทศหลักที่จะแก้ไขให้เศรษฐกิจโลกมีการฟื้นตัว และทิศทางของนโยบายระดับรัฐบาลจากความไม่ชัดเจนของภาวะผู้นำทางการเมือง หลังการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในหลายประเทศโดยเฉพาะสหรัฐ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องความมั่นคงที่มาจากประเด็นการก่อการร้ายที่กระทบเศรษฐกิจ ทั้งหมดคือประเด็นความไม่แน่นอนที่กระทบเศรษฐกิจโลกขณะนี้ และไม่ชัดเจนว่าแต่ละเรื่องจะมีพัฒนาการต่อไปอย่างไร และผู้ทำนโยบายที่มาประชุม จะมีข้อตกลงหรือข้อสรุปอะไรหรือไม่ ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาที่เศรษฐกิจโลกมีอยู่

ตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในปี 2008 ผู้ทำนโยบายคงจะล้าพอสมควรกับการที่ต้องมาประชุมเรื่องเดิมๆ ประเด็นเดิมๆ ที่ยังแก้ไขไม่ได้ นั้นก็คือ การทำให้เศรษฐกิจโลกกลับมาฟื้นตัวและเข้มแข็งเหมือนเดิม ปีนี้ความรู้สึกน่าจะยิ่งห่อเหี่ยวจากความเสี่ยงและความเปราะบางในตลาดการเงินที่มีมากตั้งแต่ช่วงต้นปี รวมถึงข้อมูลไตรมาสที่หนึ่งที่แสดงความอ่อนแอต่อเนื่องของเศรษฐกิจประเทศหลัก

ล่าสุดทั้งทางไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกก็ได้ออกมาเตือนเรื่องเศรษฐกิจโลกพร้อมประกาศปรับลดประมาณการเศรษฐกิจลง ซึ่งได้ทำแบบนี้ทุกปีจนเหมือนเป็นเรื่องปรกติ กล่าวคือ ก่อนการประชุมจะเริ่มทุกปี ทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศโดยกรรมการผู้อำนวยการจะออกโรงเตือนว่าเศรษฐกิจโลกยังอ่อนแอ มีความเสี่ยงหลายจุด และเน้นให้ประเทศสมาชิกดำเนินนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และให้ประเทศผู้นำหรือประเทศอุตสาหกรรมหลักร่วมมือกันด้านนโยบายมากขึ้น เพื่อให้เกิดพลังนโยบายที่จะนำไปสู่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก จากนั้นในช่วงการประชุมไอเอ็มเอฟก็จะปรับลดตัวเลขประมาณเศรษฐกิจโลกลง ซึ่งเป็นแบบนี้ทุกปี

ปีนี้ก็เช่นกันเริ่มจากที่กรรมการผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟได้ออกมาแสดงความห่วงใยต่อภาวะเศรษฐกิจโลกตั้งแต่ช่วงก่อนการประชุม คือ ก่อนสงกรานต์บ้านเรามาจนถึงการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจโลกลงเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว และคงจะเหมือนทุกปีที่ผ่านมาที่การเรียกร้องของกองทุนการเงินระหว่างประเทศให้แต่ละประเทศทำนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและร่วมประสานนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหา คงจะไม่ได้รับการตอบสนองหรือมีผลต่อการดำเนินนโยบายของแต่ละประเทศ ซึ่งเป็นอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกมาทุกปี และปีนี้ก็คงจะเช่นกัน

เหตุผลที่ประเทศต่างๆ ไม่ได้สนองตอบกับคำแนะนำของกองทุนการเงินระหว่างประเทศคงมีหลากหลาย ตั้งแต่ไม่เชื่อในการวิเคราะห์ของไอเอ็มเอฟว่าปัญหามีจริงหรือเห็นคนละอย่างกับไอเอ็มเอฟ ตัวอย่างเช่นในแง่การใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ ทางยุโรปโดยเฉพาะเยอรมนีค่อนข้างจะเชื่อในการรักษาวินัยทางการคลัง และการใช้นโยบายการคลังที่เป็นกลาง ไม่ใช่เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจ บางประเทศไม่ทำเพราะไม่สามารถขับเคลื่อนนโยบายตามที่ไอเอ็มเอฟแนะนำได้ด้วยเหตุผลการเมืองในประเทศ

โดยเฉพาะในประเด็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ บางประเทศก็มองว่าสิ่งที่ไอเอ็มเอฟแนะนำเป็นการพูดตามบท และไอเอ็มเอฟมักไม่ให้ความสำคัญหรือให้ความระมัดระวังในแง่คำแนะนำด้านนโยบายกับประเทศต่างๆ อย่างเท่าเทียมกัน กล่าวคือ มองว่าไอเอ็มเอฟค่อนข้างจะโปรประเทศอุตสาหกรรมหลัก แต่จะเข้มงวดกับประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศตลาดเกิดใหม่ และที่หนักหน่อยก็คือบางประเทศไม่ฟังเลย เพราะมองว่ามุมมองของไอเอ็มเอฟสะท้อนอิทธิพลทางการเมืองของประเทศใหญ่หรือประเทศอุตสาหกรรมหลัก ที่มุ่งรักษาผลประโยชน์ของทุนนิยมตะวันตกมากกว่าที่จะช่วยเศรษฐกิจโลกหรือประเทศกำลังพัฒนา ความแตกต่างนี้ทำให้การประสานนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศต่างๆ ทำได้ยากและมีข้อจำกัดมาก

แต่สำหรับปีนี้ จะน่าเสียดายมากถ้าประเทศส่วนใหญ่จะไม่ฟังความเห็นของไอเอ็มเอฟเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกมีขณะนี้ และปล่อยให้โอกาสของการแก้ไขปัญหาร่วมกันผ่านไปโดยไม่ทำอะไรเหมือนปีก่อนๆ เพราะปีนี้เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงมาก ที่อาจทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกจากนี้ไปทรุดลงจนเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือภาวะเงินฝืด ขณะที่มาตรการต่างๆ ที่ออกมาโดยธนาคารกลางของประเทศหลักที่เน้นการอัดฉีดสภาพคล่อง ก็มีความเสี่ยงที่จะน่าไปสู่ภาวะฟองสบู่ของตราสารทางการเงิน

ขณะเดียวกันเศรษฐกิจโลกยังไม่มีสามารถฟื้นตัวหรือขยายตัวในเกณฑ์ที่สูงได้ ซึ่งเป็นปัญหาหลักของเศรษฐกิจโลกขณะนี้ และที่น่าห่วงในปีนี้ก็คือความสามารถทางด้านนโยบายของประเทศอุตสาหกรรมที่จะใช้นโยบายการเงินกระตุ้น หรือขับเคลื่อนเศรษฐกิจซึ่งได้ทำเต็มที่แล้ว ไม่มีพื้นที่ด้านนโยบายเหลือที่จะทำเพิ่มเติม ทำให้การบริหารจัดการปัญหาเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในช่วงต่อไป ทั้งภาวะฟองสบู่ในตลาดการเงินหรือภาวะเศรษฐกิจถดถอยจะมีข้อจำกัดมาก ความห่วงใยนี้เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ตลาดการเงินโลกผันผวนมากช่วงต้นปี และเดือนนี้ก็กลับมาผันผวนมากขึ้นอีก เมื่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและความพร้อมของนโยบายที่จะแก้ไขปัญหากลับมาเป็นประเด็นห่วงใยของตลาดการเงินโลกอีก

จุดนี้เป็นจุดสำคัญที่ทำให้การประชุมร่วมของไอเอ็มเอฟกับธนาคารโลกในปีนี้แตกต่างจากการประชุมเมื่อปี 2008 หรือแปดปีก่อน เมื่อวิกฤติเศรษฐกิจโลกได้ปะทุขึ้น ณ ขณะนั้นประเทศอุตสาหกรรมหลักทุกประเทศมีพื้นที่ด้านนโยบายเพียงพอ และพร้อมใจกันประสานนโยบายและออกมาตรการต่างๆ จนทำให้ตลาดการเงินสามารถหลีกเลี่ยงภาวะล่มสลายได้หลังเกิดวิกฤติธนาคารเลห์แมน ทำให้ตลาดการเงินกลับมามีเสถียรภาพ และเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อฟื้นเศรษฐกิจ ซึ่งธนาคารกลางประเทศอุตสาหกรรมหลัก

โดยเฉพาะสหรัฐ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่นก็ได้พยายามเต็มที่ ทั้งการลดอัตราดอกเบี้ยต่ำจนเป็นศูนย์ การอัดฉีดสภาพคล่องโดยมาตรการคิวอี และล่าสุดก็คือการใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่อย่างที่ทราบ เศรษฐกิจโลกก็ยังไม่ฟื้นตัว ขณะที่ข้อจำกัดและความไม่แน่นอนด้านนโยบายก็มีมากขึ้น ทั้งในระดับธนาคารกลาง และความไม่ชัดเจนของทิศทางนโยบายในระดับการเมือง ความไม่แน่นอนเหล่านี้ทำให้ความห่วงใยที่ไอเอ็มเอฟพูดถึงจึงสำคัญและควรต้องให้ความสนใจ

ผมเขียนบทความนี้และส่งต้นฉบับก่อนการประชุมจะสิ้นสุดลง เลยไม่สามารถบอกได้ว่าผลการประชุมออกมาอย่างไร แต่จะน่าเสียดายมากถ้าผู้ทำนโยบายของประเทศอุตสาหกรรมหลัก ไม่ให้ความสำคัญกับประเด็นความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกมีขณะนี้ รวมถึงข้อจำกัดด้านนโยบาย ในอดีตปัจจัยหลักที่ทำให้ความเสี่ยงที่มีอยู่ปะทุขึ้นเป็นปัญหาใหญ่หรือวิกฤติ ก็มาจากความประมาทที่ผู้ทำนโยบายไม่ได้ให้ความสำคัญกับความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกมีอยู่มากเท่าที่ควร ทำให้การแก้ไขเพื่อบรรเทาปัญหาที่ควรเกิดขึ้น จึงไม่เกิดขึ้น นำไปสู่การขาดความเชื่อมั่นในตลาดการเงิน และสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นตามมา