วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เร่งคลายปมสต็อกข้าวกินทุน

ครั้งก่อนผมเคยเขียนถึง “แผนบริหารจัดการข้าว 12 ล้านตัน”

 ไปแล้วว่า กระทรวงพาณิชย์กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา หาแนวที่เหมาะสมในการระบายข้าวที่เหลืออยู่ เพราะข้าวล็อตนี้ มีทั้งข้าวดี ข้าวเสีย ข้าวผิดชนิด ปะปนอยู่ในคลังเดียวกัน

โดยแนวทางในการระบาย กระทรวงพาณิชย์บอกว่า จะยึดหลัก “รัฐต้องเสียหายน้อยที่สุด และได้ประโยชน์สูงสุด” ก่อนที่จะนำเสนอให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานพิจารณา

ล่าสุด “ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการระบายข้าว” ได้เตรียมวาระเพื่อนำเสนอให้ นบข. พิจารณา กำหนดไว้วันที่ 25 เม.ย.2559 นี้

ประเด็นที่จะนำเสนอ ก็คือ จะใช้วิธีการระบายเป็นการทั่วไป เพื่อให้ผู้สนใจทั้งที่เป็นผู้ส่งออก โรงสี ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรม เข้ามาร่วมประมูลแบบยกคลัง แต่แนวทางจะเปลี่ยนจากเดิมที่หนึ่งคลังมีหนึ่งราคา เป็นหนึ่งคลังหลายราคา ตามคุณภาพและชนิดข้าวที่มีอยู่ เพื่อให้สะท้อนมูลค่าของข้าวรัฐที่มีอยู่ ไม่ใช่การคำนวณราคาเฉลี่ย

“วิธีนี้จะทำให้รัฐไม่เสียประโยชน์ และสามารถอธิบายได้ หากเกิดข้อสงสัยในการระบายข้าว เพราะแม้ผู้ทำหน้าที่ๆ เกี่ยวข้องกับการระบายข้าว จะมีมาตรา 44 คุ้มครองอยู่ แต่เงื่อนไขการใช้มาตรานี้ จะต้องอยู่บนพื้นฐานความสุจริตและอธิบายได้ ซึ่งมั่นใจว่าสามารถอธิบายได้ทั้งหมด”

ส่วนรายละเอียดการเปิดประมูล หลังจากที่ได้กรอบจาก นบข. แล้ว คณะทำงานจะมากำหนดอีกครั้ง ซึ่งมีหลักที่คิดกันไว้ก่อนหน้านี้ คือ คลังที่มีข้าวดีเป็นส่วนมาก ก็จะเปิดระบายเป็นการทั่วไป แต่หากคลังที่มีข้าวเสียเป็นส่วนมาก ก็จะเปิดระบายเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม โดยจะมีระบบการติดตามข้าวที่ประมูลไปแล้วอย่างรัดกุม และมั่นใจได้ว่าจะไม่มีทางหลุดรอดเข้าสู่ตลาดปกติ

ปลัดพาณิชย์ ย้ำต่อว่า ตอนนี้ข้าวที่เหลืออยู่ จะเป็นแบบหนึ่งคลัง มีทั้งข้าวหอมมะลิปนอยู่กับข้าวขาว ปลายข้าวปนอยู่กับข้าวท่อน ข้าวปีใหม่ปนกับข้าวปีก่อนหน้า ข้าวเสื่อมปนอยู่กับข้าวดี ซึ่งแต่ละกองสูงท่วมหัว ไม่สามารถขนย้าย แยกกองออกมาระบายเป็นครั้งๆ ได้ ก็เลยต้องใช้วิธียกคลัง แต่ต้องยกคลังแบบหลายราคาตามคุณภาพข้าว

สำหรับคำถามที่มีคนสงสัยกันว่า หาก นบข. มีกรอบให้คณะทำงานดำเนินการระบายข้าวล็อตที่เหลืออยู่กว่า 12 ล้านตันนี้ได้แล้ว จะมีการระบายทั้งหมดทันทีเลยหรือไม่ ปลัดพาณิชย์พูดช้าๆ ชัดๆ “การระบายทุกครั้ง จะประเมินสภาพตลาด ดูสถานการณ์ในขณะนั้นๆ ประเมินความต้องการ ประเมินสถานการณ์ผลผลิตข้าวในท้องตลาด หากเห็นว่าเหมาะสม ก็จะเปิดระบาย แต่การระบายจะเริ่มตั้งแต่หลักแสนตัน ไปจนถึงหลายแสนตัน ไม่ใช่จะทุ่มออกมาทั้งหมด”

เท่าที่ฟังแนวทางการระบายข้าวในสต็อกที่เหลือกว่า 12 ล้านตันนี้ คงไม่มีแนวทางใดที่ดีที่สุด แต่สามารถ ทำให้ดีกว่าที่ผ่านๆ มาได้ และหวังว่า แนวทางที่จะนำมาใช้ต่อไปนี้ น่าจะเป็นทางออกให้กับการระบายข้าวที่เก็บมาแบบสะเปะสะปะ จนสุมกองเป็นภูเขาที่เหลือค้างอยู่บานเบอะ

เพราะถ้าประเทศไทยยังดันทุรังเก็บข้าวค้างสต็อกเอาไว้มากๆ แบบนี้ แล้วเป็นข้าวที่ไม่สมประกอบเท่าใดนัก ก็จะยิ่งเป็นภาระ ทั้งต่องบประมาณในการจัดเก็บ และยังเป็นแรงกดดันต่อราคาข้าวในอนาคตได้

ต้องไม่ลืมว่าในคราวที่รัฐบาลรับภาระสต็อกมาจากรัฐบาลชุดก่อน นั้นปริมาณ 18 ล้านตัน ต้องจ่ายค่าเก็บรักษาสูงกว่าพันล้านบาทต่อเดือน และเก็บมาเกือบครบ 2 ปีนั่นหมายความว่าค่าเก็บรักษา ค่าเช่าโกดังพุ่งกว่า 2 หมื่นล้านแม้รัฐบาลนี้จะระบายไปกว่า 6 ล้านตันหรือ1ใน3 ของสต็อก ก็ยังต้องจ่ายค่าเก็บรักษาในอัตราสูงอยู่ดี

ยุคหนึ่งสมัยหนึ่งที่มีการจำนำข้าวทุกเมล็ด โรงสีที่มีส่วนร่วมกระบวนการบางราย เปรียบเปรยเป็นเรื่องเล่าในวงการ เปิดประตูบ้านมา มีเงินกองเป็นล้าน เป็นยุคอู้ฟู่

แต่ประชาชนตื่นเช้าเปิดบ้านมาต้องร่วมจ่ายค่าเก็บรักษาสต็อกวันละ 60 ล้านบาท เพราะใช้เงินหลวง ใช้ภาษีประชาชนในการรักษาสต็อก

เป็นสต็อกที่กินทุนไปเรื่อยๆ เป็นต้นทุนจม โดยไม่มีใครได้ประโยชน์  

ล้างไพ่ จบเกมเถอะ !!!!!