วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่อ Fin-Tech เปิดทางให้มีการกู้ระหว่างกันเอง

แบงก์จะเล่นบทอะไร?

Online P-to-P หรือ P2P หรือ Peer-to-Peer (Person-to-Person Lending) หมายถึงการปล่อยกู้ระหว่างบุคคล ใช้ระบบออนไลน์มาประยุกต์เพื่อใช้เป็นตัวกลางระหว่างผู้กู้และผู้ให้กู้

แน่นอนว่าความเสี่ยงอยู่ที่จะเชื่อถือผู้กู้ และท้ายที่สุดผู้กู้จะสามารถสร้างรายได้มาชำระหนี้ได้หรือไม่

เดิมธนาคารพาณิชย์เป็นผู้ประเมินความเสี่ยงของผู้กู้ มีการวิเคราะห์สินเชื่ออย่างเป็นระบบ แต่ในระบบ P-to-P Lending ไม่มีระบบคัดกรองเช่นนั้น

แต่ระบบกู้ระหว่างกันเองออนไลน์ หากทำอย่างมืออาชีพก็จะมีประสิทธิภาพ กว่าระบบธนาคารพาณิชย์ปัจจุบัน เพราะสามารถจะปรับอัตราดอกเบี้ยตามความเป็นจริงระหว่างผู้กู้และผู้ให้กู้ ทำให้มีโอกาสของการทำธุรกรรมที่กว้างขวางและรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งมีหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแล จึงต้องปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงซึ่งเกิดขึ้นอยู่ “นอกระบบ”

ถึงจุดหนึ่งจะมีคำถาม fin-tech หรือ เทคโนโลยีทางการเงินอย่างนี้ อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของธนาคารกลาง ของประเทศไหนหรือไม่?

เพราะเมื่อเกิด fin-tech อย่างนี้ ผลที่กระทบต่อธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ก็คือกลายบทบาทในฐานะเป็น “คนกลาง” ระหว่างผู้กู้และผู้ให้กู้ก็ถูกลดลงไปอีกระดับหนึ่ง รายได้ที่เคยได้ก็จะหดหายไป

ผมคุยกับผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทยหลายท่าน ก็ตระหนักถึงความจำเป็นของทั้งธนาคารกลาง และธนาคารพาณิชย์ในการปรับตัวให้ทันกับฟินเทค

ถึงวันนี้ มีการขออนุญาตเพื่อทำ P-to-P Lending มาที่แบงก์ชาติแล้ว 9 ราย

รูปแบบธุรกิจก็จะเป็นลักษณะทำตัวเป็นคนกลางให้ SMEs ที่ต้องการเงินกู้ ส่งรายละเอียดมาและให้คนพร้อมจะลงทุนให้กู้ พิจารณาว่าพร้อมจะจับคู่กันอย่างไรหรือไม่ โดยเงินจะไปเก็บไว้ที่ escrow account ก่อน และเมื่อตกลงกันได้ก็จะเป็นการเซ็นสัญญาระหว่างคนกู้กับคนให้กู้

ธุรกรรมอย่างนี้ไม่ต้องทำผ่านธนาคารพาณิชย์ แต่ถ้าแบงก์ไหนเห็นโอกาสหรือชอบธุรกิจ start-up ฟินเทคนั้นก็ซื้อไป

ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งมีกลยุทธ์ด้านนี้ที่ต่างกัน บางแห่งตั้งหน่วยอย่างนี้ขึ้นมาเอง อีกบางแห่งก็ทำตัวเป็น capital venture ไปตระเวนซื้อธุรกิจ start-ups ทางด้านนี้เพื่อเสริมธุรกิจหลักของตน

“แบงก์ชาติเราติดตามเรื่องนี้อยู่อย่างใกล้ชิด มีทีมงานที่ทำเรื่องนี้ เราเดินสายพูดคุยกับผู้บริหารธนาคารพาณิชย์มาระยะหนึ่งแล้ว ถามเขาว่าเขาจะปรับตัวอย่างไรเมื่อรายได้ของเขาจะถูกแย่งชิงโดยฟินเทค เช่น crowdfunding แย่งลูกค้าไป พีทูพีเลนดิ้งแย่งลูกค้าไป ในอนาคตรายได้เขาจะมาจากไหนบ้าง”

ผมถามว่าเท่าที่คนแบงก์ชาติไปประเมินธนาคารพาณิชย์ เขาพร้อมแค่ไหนกับความเปลี่ยนแปลง ผู้บริหารธนาคารกลางบอกว่า “จะว่าพร้อมหมดก็คงไม่ใช่ แต่เขารู้แล้ว เขากำลังปรับตัวและกลยุทธ์อยู่ ถามว่าเท่ากับสิงคโปร์ไหม คำตอบคือยังไม่เท่ากับเขา เพราะธนาคารของเขาจัดการแข่งขันคนเขียน apps เก่ง ๆ ด้านนี้ ผู้ชนะไปแข่งที่สิงคโปร์ เพราะธนาคารกลางของเขาและรัฐบาลของเขาให้เงินสนับสนุนเรื่องนี้...นอกจากให้ licence แล้วยังให้เงินด้วย... เขาเรียกโครงการส่งเสริมคนรุ่นใหม่ให้กระโดดเข้ามาแข่งขัน สร้างความสามารถในการริเริ่มอะไรใหม่ ๆ ในฟินเทคนี้ว่า FinTech Sandbox…”

ข่าวบอกว่ารองนายกฯสมคิด จาตุศรีพิทักษ์กำลังผลักดันให้ start-ups ของไทยเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมกว่าที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับด้านเทคโนโลยีการเงิน แต่หากช้าไปหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงทิศทาง เส้นทางข้างหน้าก็จะขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่ออย่างที่เห็นกันอยู่ในช่วงเวลาที่ผ่านมาขณะที่เพื่อนบ้านหลายชาติแซงหน้าเราไปแล้ว