เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมไปประชุมบอร์ดและประชุมใหญ่สามัญประจำปีของหน่วยงานแห่งหนึ่ง ชื่อ AACSB ซึ่งเป็นองค์กร
ที่ไม่ได้แสวงหากำไรและมีพันธกิจหลักในการยกระดับการศึกษาทางด้านธุรกิจทั่วโลก ส่วนใหญ่พวกเราจะรู้จัก AACSB ในฐานะบทบาทของการรับรองคุณภาพทางการศึกษาทางด้านธุรกิจที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก เนื่องจากแนวทางหนึ่งของ AACSB ในการยกระดับคุณภาพทางการศึกษาทางด้านธุรกิจก็โดยการรับรองคุณภาพทางการศึกษา
ปีนี้ทาง AACSB เขาครบรอบ100 ปีของการสถาปนาจากสมาชิกแรกเริ่มเพียงไม่กี่สถาบัน อย่างเช่น Harvard, Chicago, Wharlton ปัจจุบัน AACSB มีสมาชิกทั้งสิ้น 1,519 สถาบันทั่วโลก (ปัจจุบันครึ่งหนึ่งของสมาชิกอยู่นอกทวีปอเมริกา) โดยมีสถาบันที่ได้รับการรับรองคุณภาพทางการศึกษาจากเขาทั้งสิ้น 755 แห่ง (ในประเทศไทยมีอยู่ 3 แห่งที่ได้รับการรับรอง)
ความน่าสนใจก็คือเมื่อ AACSB จะครบรอบ100 ปีได้มีการร่วมกันกำหนด Collective Vision สำหรับ Business School ในอนาคตขึ้นมา
โดยในอดีต (หรือแม้กระทั่งปัจจุบัน) เราอาจจะมีทัศนคติว่า Business School นั้นเน้นสอนให้บัณฑิตของตนเองออกไปทำงานให้บริษัทหรือสร้างธุรกิจของตนเอง เพื่อสุดท้ายทำให้เกิดกำไรสูงสุดแก่ธุรกิจ หรือถ้าเรียกภาษาสวยๆ คือสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้กับผู้ถือหุ้น อย่างไรก็ดีกระแสการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ทำให้อนาคตของการศึกษาทางธุรกิจนั้นไม่ใช่ผลิตบัณฑิตเพื่อสร้างกำไรสูงสุดต่อไป แต่กระแสการเปลี่ยนแปลงกลับสร้างโอกาสใหม่ๆ ขึ้นมาสำหรับ Business School โดย AACSB มองว่าโอกาสที่สำคัญในปัจจุบันและอนาคตของโรงเรียนธุรกิจนั้นประกอบไปด้วย
1) Catalysts for Innovation หรือเป็นผู้ผลักดันให้เกิดนวัตกรรมปัจจุบันกระแสของนวัตกรรมและการสร้างธุรกิจใหม่ๆ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ Business School มีความได้เปรียบในฐานะที่เป็นเจ้าของศาสตร์และกระบวนการในการสร้างธุรกิจใหม่หรือการนำนวัตกรรมจากหิ้งสู่มือผู้บริโภค ดังนั้นถ้าโรงเรียนธุรกิจสามารถจับมือร่วมกับศาสตร์อื่นๆ ในการผลักดันให้เกิดผู้ประกอบการธุรกิจใหม่ๆ และนำนวัตกรรมจากศาสตร์อื่นสู่ผู้บริโภค ก็จะเป็นคุณประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างมหาศาล
2) Co-creators of Knowledge หรือการร่วมการสร้างองค์ความรู้ใหม่ เนื่องจากปัญหาและความท้าทายต่างๆ ในปัจจุบันไม่สามารถอาศัยเพียงแค่ศาสตร์เดียวมาแก้ไขได้ ถึงแม้ในอดีต Business School จะมีการผลิตผลงานวิจัยและวิชาการตามศาสตร์ของตนเอง แต่ต่อไปในอนาคตการผลิตองค์ความรู้ที่จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจและสังคมจริงๆ จะต้องมาจากความร่วมมือระหว่างโรงเรียนธุรกิจและภาคธุรกิจมากขึ้น จะต้องมีการผสมผสานระหว่างทฤษฎีและภาคปฏิบัติมากขึ้นในอันที่จะนำเอาองค์ความรู้ที่ได้ไปก่อให้เกิดประโยชน์จริงๆ
3) Hubs of Lifelong Learning หรือการเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต ทั้งนี้เนื่องจากรูปแบบและวิธีการเรียนรู้ที่กำลังเปลี่ยนไปและคนจะต้องรู้จักที่จะเรียนรู้ตลอดเวลา ดังนั้นโอกาสสำหรับ Business School คือการเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตและที่สำคัญไม่ใช่เพียงแค่การเรียนรู้ในรูปแบบเดิมๆ ที่เราคุ้นกันแต่ด้วยวิธีการและรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น
4) Leaders on Leadership หรือการเป็นผู้นำในการสร้างผู้นำทุกวงการตั้งแต่ประเทศชาติ จนกระทั่งถึงหน่วยย่อยสุดล้วนแล้วแต่ต้องการผู้นำที่มีความสามารถและจริยธรรม ดังนั้นจึงเป็นอีกโอกาสครับสำหรับ Business School ในฐานะที่เป็นเจ้าของศาสตร์ทางด้านภาวะผู้นำในการมีส่วนสำคัญในการเป็นแหล่งผลิต และพัฒนาผู้นำที่มีความสามารถและจริยธรรม
5) Enablers of Global Prosperity หรือเป็นผู้มีส่วนผลักดันต่อความยั่งยืนของโลก เนื่องจากบทบาทของ Business School ไม่ได้มีแต่เพียงแค่ทำให้ผู้ถือหุ้นร่ำรวยเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทต่อสังคมด้วยโรงเรียนธุรกิจและบรรดาศิษย์เก่าทั้งหลาย ล้วนแล้วแต่มีผลกระทบต่อการเติบโตและความยั่งยืนของสังคมทั้งสิ้น ปัจจุบันผู้ที่จบจากโรงเรียนธุรกิจจำนวนมากก็นำความรู้ความสามารถมาทำงานรับใช้สังคมมากขึ้น (ไม่ใช่รับใช้แต่ผู้ถือหุ้นอย่างเดียว) ดังนั้น Business School จึงควรจะต้องสามารปรับประยุกต์ใช้ศาสตร์ และองค์ความรู้ของตนเองในการสร้างความยั่งยืนให้กับสังคมและโลกด้วย (ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นเพียงอย่างเดียว)
เป็นอย่างไรครับ โอกาสทั้งห้าประการที่ทาง AACSB มองว่าเป็นสิ่งที่ Business School ทั่วโลกสามารถที่จะกำหนดและวางบทบาทของตนเองได้ในอนาคตจริงๆ แล้ว ผมมองว่าแนวคิดห้าประการข้างต้นนั้น ไม่ได้จำเป็นต้องจำกัดอยู่แต่เฉพาะสถาบันที่สอนทางด้านธุรกิจเท่านั้นนะครับ คณะหรือมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็สามารถนำไปปรับใช้ได้ และจะมีส่วนช่วยในการกำหนดบทบาท และแนวทางในการดำเนินงานของตนเองต่อไปได้ในอนาคตเล









