กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)
จัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2538 ต่อมามติ ครม. วันที่ 16 ม.ค. 2539 ให้เริ่มดำเนินการกองทุนในลักษณะเงินทุนหมุนเวียนตามนัยมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ. 2491 ต่อมารัฐบาลได้พิจารณาเห็นความสำคัญของกองทุน กยศ.มากขึ้น จึงประกาศใช้พระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2541 มีผลให้กองทุนฯ มีฐานะเป็นนิติบุคคล โดยอยู่ในการกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อให้กู้ยืมเงินแก่นักเรียน หรือนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อเป็นค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการครองชีพระหว่างศึกษา
กองทุนฯ ดำเนินการให้กู้ยืมตั้งแต่ปีการศึกษา 2539 โดยให้เงินกู้ยืมแก่นักเรียนนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (สายสามัญและสายอาชีพ) จนถึงระดับปริญญาตรี กองทุนนับเป็นกลไกสำคัญของรัฐบาลที่ให้การสนับสนุน การขยายโอกาสและพัฒนาการศึกษาของประเทศ เพื่อให้เยาวชนไทยได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพได้มาตรฐานอย่างเท่าเทียมกัน
ปัจจุบัน กองทุนฯ มีผู้ที่ได้รับโอกาสทางการศึกษาไปแล้วจำนวนกว่า 4.5 ล้านราย เป็นเงินให้กู้ยืมกว่า 4.7 แสนล้านบาท แต่ในจำนวนนี้เป็นหนี้เสียกว่า 50% นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกองทุน กยศ. เห็นว่า ตัวเลขหนี้เสียสูงมาก จำเป็นต้องมีโครงการกระตุ้นผู้กู้ให้ใช้หนี้คืน เพื่ออนาคต กยศ. จะใช้เงินที่ได้รับคืนจากผู้กู้ไปปล่อยกู้ให้นักเรียน นักศึกษารุ่นต่อๆ ไป โดยไม่ต้องของบประมาณจากรัฐบาล ทั้งนี้ ผู้ไม่ยอมชำระหนี้คืน กยศ. เป็นข้าราชการกว่า 6 หมื่นราย จะพยายามดึงให้มาใช้หนี้ ด้วยการขอให้หน่วยงานราชการต่างๆ เข้าร่วมโครงการกับ กยศ. จะได้หักบัญชีเงินเดือนของผู้เป็นหนี้เดือนละ 100 บาท ถือเป็นแนวคิดที่ดีเพราะคนเป็นหนี้ควรต้องชำระหนี้ เพื่อคนรุ่นหลังจะได้มีโอกาสกู้ยืมเรียนต่อไป
นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงการคลังยังมีแนวคิด ประสานความร่วมมือไปที่กระทรวงมหาดไทย ขอให้ไม่ต่ออายุบัตรประชาชนให้ผู้ที่ไม่ใช้หนี้ กยศ. ซึ่งเราเห็นว่า น่าจะเป็นแก้ปัญหาไม่ถูกจุด เพราะบัตรประจำตัวประชาชน ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนของประเทศ เป็นสิทธิที่ติดตัวของคนที่กฎหมายไทย บัญญัติให้ประชาชนไทยต้องทำบัตรประชาชนตั้งแต่อายุ 7-70 ปี การมีบัตรประชาชนหมายถึงการมีสิทธิที่จะกระทำการใดๆ ที่ไม่ขัดต่อกฎหมายของประเทศ การได้รับสิทธิเข้าถึงบริการพื้นฐานของรัฐด้านต่างๆ เช่น บริการด้านสุขภาพ
อย่างไรก็ตาม เราเห็นว่า คนเป็นหนี้ ต้องชำระหนี้ และไม่สนับสนุนส่งเสริมให้คนบ่ายเบี่ยง บิดพลิ้วต่อความรับผิดชอบชำระหนี้ทั้งๆ ที่มีงานทำ มีเงินเลี้ยงชีพ เมื่อสร้างหนี้สินด้วยตัวเอง เพื่ออนาคตของตัวเอง ก็ต้องขวนขวายหาทางผ่อนชำระให้จงได้ จะด้วยการบังคับ สร้างวินัยของตัวเอง หรือบังคับทางอ้อมโดยองค์กรนายจ้างก็ตาม หรืออีกทางออกที่ กยศ. น่าจะเข้าร่วมได้ คือการร่วมมือกับเครดิตบูโร หรือบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ที่มีหน้าที่รวบรวมข้อมูลประวัติการชำระสินเชื่อ และการชำระบัตรเครดิตของบุคคลจากสถาบันการเงินหลายๆ แห่ง ก็เพิ่มตรวจสอบประวัติการชำระเงินกู้ กยศ. เข้าไปอีกประเภท หากติดแบล็กลิสต์ในเครดิตบูโร ก็จะไปกู้ หรือไปทำธุรกรรมอื่นๆ ไม่ได้ น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่าการตัดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนไหม








