วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผู้ว่าฯแบงก์ชาติมาเลเซีย ‘หญิงแกร่ง’ผู้ฝ่าวิกฤตหลายรอบ

ผมไปร่วมงานสดุดี ท่านอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์

ที่จัดโดย SEACEN (ศูนย์ผู้ว่าธนาคารกลางเพื่อการวิจัยและฝึกอบรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อาจารย์ป๋วยเป็นผู้ริเริ่มแนวความคิด) กัวลาลัมเปอร์เมื่อเร็วๆ นี้ มีโอกาสสนทนากับผู้ว่าการธนาคารกลาง “หญิงแกร่ง” ของมาเลเซียหลายเรื่อง

เซติ อัคห์ทาร์ อะซิส (Zeti Akhtar Aziz) เป็น “หญิงเหล็ก” แห่งวงการธนาคารกลาง เป็นผู้ว่าการธนาคารชาติมาเลเซีย (Bank Negara Malaysia) มา 16 ปีและทำงานกับแบงก์ชาติมา 35 ปี กำลังจะก้าวลงจากตำแหน่งในเดือน เม.ย.นี้ ในวัย 68

เธอเป็นลูกสาวของ Ungku Aziz นักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการชื่อดังของมาเลเซีย

ใคร ๆ ในวงการนี้ก็กระซิบบอกผมว่า “ผู้ว่าฯเซติ” เป็นผู้มีบารมีสูงที่มาเลเซีย เธอเป็นหนึ่งในคณะกรรมการสอบสวนเรื่องอื้อฉาวว่าด้วยการบริหารของ 1MDB ซึ่งมี นายกฯนาจิบ ราซัค เป็นประธานที่ปรึกษา

ผู้ใหญ่หลายคนที่อยู่ในคณะกรรมการนั้นถูกปลดไปแล้ว แต่เธอยังอยู่ในคณะกรรมการชุดนั้น

ธนาคารกลางสอบสวนเรื่องเงินที่กองทุน 1MDB อ้างว่านำไปลงทุนในโครงการนั้นโครงการนี้ พบว่าไม่ได้เป็นไปตามที่ขออนุมัติจากแบงก์ชาติ และเธอก็เสนอผลการสอบสวนนั้นตามความเป็นจริง แม้จะไม่เป็นที่พอใจของนายกฯและรัฐบาลก็ตาม  

“ผู้ว่าฯเซติ” เป็นผู้กุมบังเหียนธนาคารกลางฝ่าคลื่นยักษ์ วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศอย่างน้อย 2 ครั้งด้วยการยืนยันในการรักษาวินัยและใช้ยาขมในการแก้ปัญหา 

เธอเคยบอกว่าการเป็นกัปตันของธนาคารกลางในช่วงวิกฤตนั้น ต้องมีความแข็งแกร่งมั่นคงจากจิตใจอย่างใหญ่หลวง 

นิตยสาร Euromoney เลือกเธอเป็น “ผู้ว่าการธนาคารแห่งปี 2015” และเมื่อปี 2011 เธอเป็นหนึ่งในตัวเก็งตำแหน่งผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF 

ช่วงเกิดวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” ในประเทศไทย เธอมีตำแหน่งเป็นช่วยผู้ว่าการธนาคารกลาง 

นายกฯมหาธีร์ โมหะหมัด ขณะนั้นประกาศใช้นโยบายตรึงอัตราแลกเปลี่ยนเงินริงกิตกับดอลลาร์ ซึ่งเป็นแนวทางทวนกระแสพอสมควร 

เจ้านายของเธอ ผู้ว่าการธนาคารกลางอาห์หมัด ดอนคัดค้านคำสั่งของนายกฯ ประกาศลาออกเพื่อประท้วง 

เซติ ทำหน้าที่รักษาการผู้ว่าฯแบงก์ชาติแทน เดินหน้าตรึงอัตราแลกเปลี่ยนไว้ที่ 3.80 ริงกิตต่อดอลลาร์อเมริกันและฟันฝ่าวิกฤตนั้นได้ 

อีกสองปีต่อมาในเดือน พ.ค. 2000 เธอได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าฯเต็มตัว... และรักษาชื่อเสียงของความเป็นตัวของตัวเอง และอิสระของธนาคารกลางได้พอสมควร ท่ามกลางข่าวคราวเรื่องคอร์รัปชั่นในแวดวงราชการและการเมืองของมาเลเซียวันนี้ 

การที่ต้องทำหน้าที่รักษาความน่าเชื่อถือ และอิสระของแบงก์ชาติ ภายใต้การนำของนายกฯมหาธีร์ ที่ได้ชื่อว่าค่อนข้างจะแข็งกร้าวต่อทุกหน่วยราชการนั้น เป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง แต่ผู้ว่าฯเ ซติก็สามารถทำให้นายกฯผู้นี้เคารพในกติกาของความเป็นมืออาชีพ ของผู้บริหารธนาคารกลางได้อย่างน่าประทับใจทีเดียว 

วันนี้สถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจมาเลเซีย กำลังตกอยู่ในภาวะสั่นคลอนยิ่ง 

ล่าสุดอดีตนายกฯ มหาธีร์ออกโรงประกาศตั้งพันธมิตรกับฝ่ายค้าน และกลุ่มต่อต้านทั้งหลายรณรงค์ให้นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัคตกจากเก้าอี้ให้ได้ 

อัตราแลกเปลี่ยนริงกิตต่อดอลลาร์วันนี้ย่ำแย่มาอยู่ที่ 4.50 ริงกิตต่อดอลลาร์ ต่ำสุดใน 17 ปี เพราะเศรษฐกิจภาพรวมที่เสื่อมทรุด ประกอบกับเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับเงินบริจาคก้อนใหญ่กว่า 20,000 ล้านบาท “จากประเทศตะวันออกกลางประเทศหนึ่ง” เข้าบัญชีส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีนา จิบ ราซัค ที่กำลังเป็นวิกฤตการเมืองระดับชาติอยู่ขณะนี้

หลายประเด็นที่สนทนากับ “หญิงแกร่งแห่งมาเลเซีย” ท่านนี้คงนำมาเล่าขานต่อไม่ได้เพราะท่านบอกว่าขอเป็น off the record (เล่าให้ฟังได้แต่เปิดเผยไม่ได้) แต่ทำให้ผมเห็นเนื้อในของปัญหาระดับชาติมาเลเซียพอสมควร

ผมถามว่าเธอจะเขียน “บันทึกส่วนตัว” หลังเกษียณวันที่ 30 เม.ย. นี้หรือไม่?

“ดิฉันผ่านมาเยอะและอยู่ตรงกลางวิกฤตนั้นเสียด้วย...” เธอยิ้มอย่างใจเย็น ไม่ตอบว่าจะเขียนเล่าประสบการณ์ที่โชกโชน ในฐานะอยู่ตรงกลางของพายุร้ายทางเศรษฐกิจ (และการเมือง) หรือไม่แต่อย่างใด