วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทำไมแบงก์ยุโรปหลัง TLTRO 2 ยังน่าห่วง?

ผมเชื่อว่าหลายคนน่าจะคาดหวังว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางยุโรปจะสามารถช่วยแก้ปัญหาแบงก์พาณิชย์

ในยุโรป อย่างไรก็ดีจากงานศึกษาของนักเศรษฐศาสตร์ของ BIS กลับพบว่าจากแบงก์ 109 แห่งใน 14 ประเทศพัฒนาแล้วระหว่างปี 1995-2012 และนำมาวิเคราะห์เหตุการณ์ในช่วงหลังวิกฤติยุโรปกลับพบว่าในช่วงปี 2011-2014 ที่อัตราดอกเบี้ยต่ำ อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ของแบงก์ยุโรปลดลงร้อยละ 0.64 ซึ่งเท่ากับค่าเฉลี่ยของอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ของแบงก์ยุโรปต่อปีในช่วงเวลาที่ศึกษาเหตุผลที่เป็นเช่นนี้มีดังนี้

ประการแรกผลกระทบจากระดับอัตราดอกเบี้ย มีกลไกอยู่ 3 ช่องทางที่มีผลต่อกำไรของธนาคาร ได้แก่

หนึ่ง ผ่านช่องทางเงินฝากรายย่อย กล่าวคือโดยปกติแล้วแบงก์จะตั้งราคาหรือดอกเบี้ยเพื่อชาร์จลูกค้าจะใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นตัวตั้งเมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ำลง การที่จะตั้งอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อให้ลูกค้าจ่ายให้กับแบงก์ธนาคารจะสามารถตั้งมาร์จินส่วนเพิ่มให้กับอัตราดอกเบี้ยได้ลดลง เนื่องจากหากตั้งสูงไปจะปรากฏเห็นได้ชัดกว่า เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายสูงขึ้น ดังรูปที่1

สอง ธรรมชาติพลวัตของธุรกิจการปล่อยสินเชื่อและรับเงินฝากของแบงก์สังเกตได้ไม่ยากว่า เมื่อไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงขาขึ้นหรือขาลงธนาคารมักจะขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้เร็วกว่าการขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากในช่วงที่เป็นอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น และในทางกลับกันเมื่อเป็นช่วงดอกเบี้ยขาลงก็จะลดดอกเบี้ยเงินกู้ช้ากว่าการลดดอกเบี้ยเงินฝาก ทำให้ยิ่งมีการเปลี่ยนดอกเบี้ยนโยบายยิ่งบ่อยไม่ว่าจะเป็นขาขึ้นหรือขาลงก็จะทำให้กำไรของแบงก์สูงขึ้น นอกจากนี้ด้วยหลักทางบัญชีในยุโรปการที่ปริมาณสินเชื่อสูงขึ้นจากการที่ลดดอกเบี้ย แม้ว่าจะส่งผลให้กำไรของแบงก์เพิ่มขึ้น ทว่าก็เป็นแค่ปรากฏการณ์เพียงชั่วคราว เนื่องจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจะลงบัญชีพ่วงไปกับความเสียหายที่คาดหวัง (Expected Loss) ไปพร้อมๆ กัน

เงินสำรองหนี้สูญจะบันทึกเฉพาะในช่วงรอบบัญชีที่ปล่อยสินเชื่อใหม่เนื่องจากเมื่อสินเชื่อกลายเป็นหนี้เสีย ซึ่งมักจะเกิดขึ้นจากส่วนที่สินเชื่อปล่อยเพิ่มขึ้นในช่วงระยะเวลาที่อัตราดอกเบี้ยต่ำจะต้องเพิ่มสำรองหนี้สูญในเวลาดังกล่าว ทำให้กำไรจากสินเชื่อที่ปล่อยใหม่เพิ่มเติมดังกล่าวได้กำไรแค่ในช่วงต้นๆ เท่านั้น ไม่ต้องพูดถึงช่วงที่ดอกเบี้ยต่ำติดดินเหมือนในช่วงนี้ ดังรูปที่ 2 อีกทั้งอุปสงค์ที่แท้จริงจากภาคธุรกิจก็ไม่ชัดเจนด้วย

และสาม นอกจากระดับอัตราดอกเบี้ยความชันของดอกเบี้ยก็มีผลต่อกำไรของแบงก์ ยิ่งความชันของเส้นโค้งอัตราดอกเบี้ย หรือ Yield Curve สูงขึ้นเท่าไร ก็จะทำให้แบงก์สามารถทำกำไรจากธุรกิจได้มากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุผลที่ว่าแบงก์ให้กู้ยาวแต่รับเงินฝากสั้น ทำให้ส่วนที่ปล่อยกู้มีกำไรสูงขึ้น ทว่าส่วนที่รับเงินฝากจ่ายดอกเบี้ยลดลง ที่สำคัญยิ่งความชันของเส้นโค้งอัตราดอกเบี้ยสูงแบงก์จะสามารถเลือกช่วงเวลาที่ปล่อยกู้และรับเงินฝากให้ได้กำไรสูงสุดได้มากขึ้น จากการใช้ข้อมูลความอ่อนไหวของอัตราดอกเบี้ยทั้งสองขา และทั้งจากฝั่งผู้ฝากและผู้กู้ให้ได้กำไรสูงสุด ทั้งหมดจะชี้ไปว่าภายใต้บรรยากาศอัตราดอกเบี้ยต่ำแบงก์จะหากำไรได้ยากขึ้น

ประการที่สองในมิติของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยนั้น หากสิ่งแวดล้อมทุกอย่างยังคงเดิมอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นกลับไม่เป็นผลดีต่อแบงก์ เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วยิ่งดอกเบี้ยสูงจะทำให้หลักทรัพย์ที่แบงก์ถืออยู่มีมูลค่าที่ลดลง ทั้งจากอัตราดอกเบี้ยที่คิดลดของเงินปันผลในอนาคตที่สูงขึ้น และเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มจะซบเซาในอนาคตอันใกล้จากนโยบายดอกเบี้ยสูง โดยในพอร์ตการค้า หรือ Trading Book จะต้องทำการ Marked to market ซึ่งจะทำให้กำไรลดลงหรือลงบัญชีเป็นขาดทุนไป

ในกรณีที่พอร์ตหลักทรัพย์เป็น Available for Sale จะส่งผลให้ระดับของส่วนของผู้ถือหุ้นมีมูลค่าที่ลดลง และจะเกิดการ realised เป็นขาดทุนก็ต่อเมื่อมีการขายหลักทรัพย์นั้นออกไปเมื่อพอร์ตหลักทรัพย์เป็นการถือแบบจนครบอายุ หรือ Held to maturity ทั้งนี้การเปลี่ยนมูลค่าดังกล่าวจะเกิดขึ้นแบบเพียงชั่วคราวเมื่ออัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนไปก็จะทำให้มูลค่าของหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงจากเดิมไปเช่นกัน ทั้งนี้แบงก์ที่ต้องการบริหารจัดการความเสี่ยงของอัตราดอกเบี้ยสามารถทำได้ด้วยการซื้อตราสาร Interest Swap สำหรับผลิตภัณฑ์ที่เห็นว่าเสี่ยงสูง

อย่างไรก็ดี ภายใต้สภาพแวดล้อมอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำๆ กลับเป็นผลดีต่อรายได้ของแบงก์ในส่วนของค่าธรรมเนียมและคอมมิชชั่น โดยที่เมื่อดอกเบี้ยต่ำลูกค้ามักจะมองหาตราสาร หรือผลิตภัณฑ์ที่มีผลตอบแทนสูงขึ้น ที่ภาษาทางการเงินเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Serach for Yield ซึ่งในจุดนี้แบงก์สามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่ายของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้สูงกว่าสินค้าประเภทอื่นๆ โดยในยุโรปรายได้ของแบงก์ในส่วนของค่าธรรมเนียมและคอมมิชชั่นคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 2 ใน 3 ของส่วนของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยกันเลยทีเดียว

ซึ่งตรงนี้จะทำให้เห็นได้ว่า ยิ่งดอกเบี้ยต่ำเท่าไหร่โครงสร้างของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจะเปลี่ยนจากเมื่ออัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับปกติ โดยหากดูจากผลการศึกษาวิจัยเปรียบเทียบทั้ง 2 ปัจจัยจะพบว่าปัจจัยประการแรกมีผลแรงกว่าประการที่สอง

ประการสุดท้าย ด้านผลกระทบต่อสำรองหนี้สูญนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างระดับและความชันของเส้นโค้งอัตราดอกเบี้ยกับระดับสำรองหนี้สูญ จะพบว่าแปรผันไปแบบทิศทางเดียวกัน กล่าวคือยิ่งมีอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นปริมาณสำรองหนี้สูญก็จะสูงขึ้นไปด้วย อย่างไรก็ดีความสัมพันธ์ดังกล่าวจะมีความแรงที่ลดลงเมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นไปถึงระดับหนึ่ง

ทั้งนี้มีอิทธิพลอยู่ 2 ประการที่อธิบายถึงความสัมพันธ์นี้ เริ่มจากเมื่อดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่สูงขึ้นจะส่งผลให้โอกาสที่ลูกค้าก็จะเบี้ยวหนี้มีสูงขึ้นตามไปด้วย และสองเมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้นก็จะทำให้ความกล้าเสี่ยง หรือ Risk Appetite ของแบงก์มีลดลงเนื่องจากเกรงว่าลูกค้าจะไม่มีปัญญาผ่อนเงินงวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงไปถึงระดับหนึ่ง โดยหากพิจารณาจากพอร์ตสินเชื่อของแบงก์จะพบว่ามีสินเชื่อที่คงค้างในระบบที่เป็นส่วนของอัตราดอกเบี้ยลอยตัวอยู่เยอะกว่า ปริมาณสินเชื่ออยู่เยอะมาก

เมื่อพิจารณารวมทั้ง 2 ปัจจัยจะพบว่า หนึ่ง ยิ่งระดับอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นไปในระดับหนึ่ง ก็จะทำให้ปริมาณสำรองสูงขึ้น และจะไปกดอัตราส่วนของกำไรต่อสินเชื่อให้ลดลงอย่างน้อยในช่วงเวลาหนึ่งปี และสอง สิ่งนี้จะเห็นได้ชัดเมื่อระดับอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมากๆ เนื่องจากส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นหลังเกิดวิกฤติใหม่ๆ ทำให้แบงก์ยังขยาดต่อการทำธุรกิจที่ค่อนข้างเสี่ยง และเห็นได้ชัดอีกครั้งเมื่ออัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่สูงมากๆ เมื่อไปเพิ่มภาระของเงินงวดที่ลูกค้าแบงก์ต้องจ่ายจนเกินความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า โดยหากพิจารณาความสัมพันธ์ดังกล่าวกับความชันของเส้นโค้งอัตราดอกเบี้ย ก็จะเป็นไปในลักษณะที่ใกล้เคียงกัน

ทั้งหมดคือเหตุผลที่ว่า เพราะเหตุใดภายใต้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายสุดๆ ในยุโรป แบงก์ยุโรปก็อาจจะยังไม่ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วแบบที่ใครหลายคนคาดการณ์กันครับ