การตัดสินใจของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี ปรับเปลี่ยนโครงการ ความร่วมมือพัฒนารถไฟไทย-จีน จากเดิมที่ตัดตรงมาจากจากหนองคาย ลงมาสู่กรุงเทพฯและมาบตาพุด เหลือเพียงร่วมกันพัฒนาโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-โคราช ทำให้ความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับการเมืองไทยเป็นจริงอีกครั้ง กล่าวคือ หากยังไม่ลงมือทำจริงๆ ก็อย่าปักใจเชื่อว่านโยบายนั้นๆจะเกิดขึ้นจริง เพราะการเมืองสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม จนกว่าจะลงมือปฏิบัติจริงเท่านั้น
การตัดสินใจดังกล่าวไม่มีใครรู้ลึกตื้นหนาบางมากนัก เพียงแต่ว่าการสร้างรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-โคราช ย่อมมีประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ค่อนข้างมาก ซึ่งต่างจากการพัฒนาเส้นทางเดิมจากหนองคาย ที่คนมองว่าจะได้ทั้งประโยชน์ทางการค้า และการพัฒนาพื้นที่บริเวณเส้นทางรถไฟ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นโครงการไหน ก็ขอให้ดำเนินการอย่างจริงจัง เพราะถึงที่สุดแล้วหากมีการก่อสร้างเกิดขึ้นในอนาคต แนวเส้นทางขนส่งของประเทศก็ไม่ต่างจากแผนปัจจุบันมากนัก
อันที่จริง เส้นทางรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-โคราช ไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหม่มากนัก เพราะก่อนหน้านั้นในรัฐบาลก่อนๆ ก็เคยมีการเสนอสร้างเส้นทางนี้มาแล้วเช่นกัน เพียงแต่ไม่มีการผลักดันอย่างเอาจริงเอาจังมากนัก และหากจะกล่าวอย่างตรงไปตรงมาแล้ว การพัฒนาเส้นทางคมนาคมของประเทศแทบไม่มีอะไรแปลกใหม่จากที่เคยรับรู้กันมา เพราะทุกอย่างเป็นไปตามของหน่วยงานภาครัฐที่วางไว้อยู่แล้ว โดยเฉพาะแผนของสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)
หากย้อนกลับไปดูการพัฒนาเส้นทางรถไฟ หรือการปรับปรุงเส้นทางรถไฟในอดีต จะเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมน้อยมาก ยกเว้นการพัฒนาเส้นทางรถไฟฟ้าในกรุงเทพและปริมณฑล ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเส้นทางรถไฟที่เป็นขนส่งสาธารณะขนาดใหญ่ของไทยนั้นมีการพัฒนาค่อนข้างน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับการขนส่งประเภทอื่น ซึ่งปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นนั้นมีการพูดถึงกันมามากหลายด้าน ทั้งปัญหาของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) นฐานะหน่วยงานที่ดูแลโดยตรง
ปัญหาของระบบขนส่งทางรถไฟของไทย ถือว่ามีการหยิบยกมาพูดกันบ่อยที่สุด และมีความพยายามเข้าไปพัฒนาบริการให้ดีขึ้นกันหลายครั้งหลายหน แต่ในที่สุดแล้วก็มักจะพันกับปัญหาขององค์กรอย่างร.ฟ.ท.เอง ที่มีทั้งภาระหนี้มหาศาลและเรื่องบุคลากร ไม่สามารถปรับเข้าสู่การบริการสมัยใหม่ได้ ทำให้การรถไฟของไทยถือเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่โบราณมากที่สุดในบรรดาระบบขนส่งของไทย บางคนถึงกับเปรียบเปรยว่าสิ่งที่เหลือร่องรอยการพัฒนาของรัชกาลที่ 5 ก็คือรถไฟไทยนั่นเอง
ดังนั้น การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี ในการปรับเปลี่ยนโครงการจากรางคู่เป็นรถไฟความเร็วสูง ซึ่งอาจถูกวิจารณ์หลายแง่หลายมุม ทั้งเชิงการเมืองและเศรษฐกิจ โดยเราหวังว่าการตัดสินของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ จะอยู่บนพื้นที่ของข้อมูลที่ได้มาว่ามีความเหมาะสม และเราก็หวังว่าโครงการนี้จะเดินหน้าต่อไป เพราะอย่างน้อยก็เป็นไปตามแผนของหน่วยงานรัฐที่วางไว้อยู่แล้ว ซึ่งก็เช่นเดียวกับโครงการอื่นๆ เพียงแต่ความสำคัญอยู่ตรงที่โครงการไหนจะมาก่อนมาหลังเท่านั้น
ก่อนหน้านี้ มีเสียงบ่นกันมากว่าประเทศไทย ไม่มีการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่มานาน และการไม่มีการพัฒนาพัฒนานั้นได้ฉุดศักยภาพที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย ซึ่งจากกรณีนี้ทำให้เรารู้ว่าทำไมจึงเกิดความล่าช้า โดยส่วนหนึ่งมาจากเงื่อนไแขและขั้นตอนจากหน่วยงานรัฐเอง แต่อีกส่วนหนึ่งมาจากอำนาจทางการเมืองและเสียงวิจารณ์จากภายนอก ดังนั้น หากรัฐบาลแน่ใจว่ามีข้อมูลเพียงพอและคุ้มค่าต่อการลงทุน ก็รีบเดินหน้าโครงการ ซึ่งเราเชื่อว่าโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ภายใต้สถานการณ์ปกติทั่วไป









