เวลาใครหลายคนเรียกขาน ร่างรัฐธรรมนูญ
ฉบับที่กำลังจัดทำอยู่นี้ว่า “ฉบับมีชัย” ทำให้รู้สึกฮึกเหิม อิ่มเอมใจ เพราะชื่อเป็นมงคลจริงๆ “มีชัย” แปลว่าชนะ ไม่แพ้ หรือไม่ก็แนวๆ “โชคดีมีชัย” เหมือนคำอวยพร สรุปคือเป็นความหมายที่ดีมากๆ
แต่ชื่อกับสิ่งที่เป็นจริง บางทีก็ไม่เกี่ยวกัน หรือเป็นคนละเรื่องกันอย่างสิ้นเชิง
อย่างเช่น รัฐธรรมนูญฉบับมีชัย สุดท้ายอาจพ่ายแพ้ในการทำประชามติก็ได้
อย่าว่าแต่จะต้องมีรสนิยมทางการเมือง “พิศมัยสีแดง” หรือเกลียดการรัฐประหารเลย ผมเองซึ่งไม่ได้สังกัดอยู่สีไหน ก็กำลังชั่งใจอยู่ว่าเมื่อถึงวันลงประชามติจริงๆ ก็คงเลือกกาช่อง “ไม่รับร่าง” หรือ “ไม่เห็นชอบ” กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยเหมือนกัน
ประเด็นที่ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง คือ การมี “ส.ว.สรรหา” จากคณะกรรมการสรรหาที่แต่งตั้งขึ้นโดย คสช. และเมื่อสรรหาผู้มีคุณสมบัติมาได้ 400 ชื่อ ก็ต้องส่งชื่อให้ คสช.เลือกให้เหลือ 194 คน บวกกับอีก 6 คนที่เป็นโดยตำแหน่ง ซึ่งก็คือบรรดาผู้บัญชาการเหล่าทัพ ทั้งทหารและตำรวจ
แม้ 6 คนหลังนี้จะอธิบายกันว่า เข้ามาเป็น ส.ว. “โดยตำแหน่ง” แต่หากพิจารณาถึงการแต่งตั้งผู้บัญชาการเหล่าทัพในปีหน้า หลังมีการเลือกตั้งซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงกลางๆ ปี บรรดาผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้งหลายในห้วงเวลานั้น ก็คือคนที่ คสช.แต่งตั้งไว้แล้วนั่นเอง
ส่วนอีก 50 คนที่ว่าเป็นการสรรหาจากกลุ่มอาชีพระดับอำเภอจนถึงระดับชาติ โดยให้ กกต.เป็นผู้จัดทำกระบวนการนั้น ก็มาในอิหรอบเดียวกัน คือ กกต.เสนอชื่อไว้เกินจำนวนที่ต้องการ 1 เท่า แล้วส่งให้ คสช.เลือกให้ได้ 50 คน
สรุปง่ายๆ คือ ส.ว. 250 คน เป็นคนที่ คสช.เลือกเองทั้งหมด
เมื่อออกมาในรูปนี้ ก็เลยไม่รู้จะทำเหมือนเป็นพิธีกรรมให้ยุ่งยากทำไม ต้องมีคณะกรรมการสรรหา มีกลุ่มอาชีพคัดเลือก ฯลฯ เพราะสุดท้าย คสช.ก็เป็นคนเลือกอยู่ดี สภานี้ก็คือ “สภา คสช.”
ยิ่งไปกว่านั้น ร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ อ่านแล้วก็แทบไม่มีอะไรใหม่ ยกเว้นระบบการเลือกตั้งที่พูดตรงๆ ก็เพื่อสกัดพรรคเพื่อไทยไม่ให้ตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ และยังเปิดช่องให้มี “นายกฯคนนอก” ได้ด้วย เป้าหมายก็เพื่อให้พรรคการเมืองขนาดกลางและเล็กจับมือกันสร้างอำนาจต่อรอง ไม่ให้คนของพรรคเพื่อไทย หรือพูดให้ถูกก็คือ “คนของตระกูลชินวัตร” กลับมาเป็นผู้นำประเทศอีก
ถ้ามีเป้าหมายกันแบบนี้ ก็ไม่เห็นต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญกันให้วุ่นวาย เพราะสามารถใช้มาตรา 44 ประกาศรัฐธรรมนูญใหม่ได้เลย ไม่ต้องเสียงบประมาณทำประชามติด้วย เพราะถ้าประชามติไม่ผ่าน ผู้มีอำนาจก็ไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบใดๆ ด้วย (พล.อ.ประยุทธ์ พูดหลายครั้งว่ารัฐธรรมนูญผ่านหรือไม่ผ่านเป็นเรื่องของประชาชน)
เมื่อวันเสาร์ อดีต ส.ส.เพื่อไทยเรียกร้องให้ผู้นำประเทศแสดงความรับผิดชอบหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ก็ถูกทหารไปหาถึงบ้าน
ส่วนข้ออ้างเรื่องการปฏิรูป สรุปได้เลยว่าการปฏิรูปประเทศไม่มีทางสำเร็จ เพราะการปฏิรูปต้องเริ่มที่จิตสำนึก และการสร้างจิตสำนึกร่วมของคนในชาติ ฉะนั้นบ้านเมืองต้องปรองดอง ไม่มีความขัดแย้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่าย หรือถึงมีก็ไม่ใช่สาระหลักที่นำมาเอาชนะคะคานกันเหมือนปัจจุบัน
การปฏิรูปด้วยการบังคับ ออกเป็นกฎหมาย จึงไม่มีวันเปลี่ยนแปลงประเทศได้ เช่นเดียวกับการปราบทุจริต ปราบคนโกง ยกตัวอย่างง่ายๆ “กรณีอุทยานราชภักดิ์” มีนายทหาร 2 คนต้องหนีหาย ถูกให้ออกจากราชการ ถูกถอดยศ แต่ไม่เห็นมีความคืบหน้าทางคดีใดๆ ขณะที่คนเป็นนาย เป็นผู้บังคับบัญชาก็ไม่เห็นแสดงความรับผิดชอบอะไร ทุกอย่างมีแต่ความอึมครึม
เมื่อพฤติกรรมของพวกท่านเองก็ไม่ได้ดีกว่าคนที่ท่านกล่าวหาสักเท่าไร การจัดการปัญหาก็ผิดทิศผิดทาง ผิดฝาผิดตัว “แผ่นดินอันงดงาม” ที่ท่านเคยร้องเพลงกล่อมเอาไว้จึงไม่มีทางเกิดขึ้นจริง และประเทศไทยทั้งประเทศก็คงพ่ายแพ้ปราชัยเหมือนที่เคยเป็นมา
“เวลาอีกไม่นาน” ที่ท่านขอไว้ในเพลง คงกำลังเริ่มนับถอยหลังแล้ว!









