กลายเป็นประเด็นที่สังคม กลับมาให้ความสนใจอีกครั้ง
สำหรับโครงการความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ “รถไฟไทย-จีน” ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีระบุว่า การลงทุนในโครงการนี้มีไทยจะเป็นฝ่ายลงทุนก่อสร้างเองทั้งหมด โดยยืนยันว่าไทยมีความพร้อมที่จะเดินหน้าโครงการ รถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ–นครราชสีมา เพื่อเป็นการสร้างประวัติศาสตร์นำร่อง รถไฟความเร็วสูงให้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย
ที่จริงแล้วรถไฟความเร็วสูงไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย แม้เราจะยังไม่เคยลงทุนโครงการลักษณะนี้มาก่อน แต่ในอดีตมีผลการศึกษามาแล้วหลายครั้ง ย้อนกลับไปในปี 2537 ช่วงที่ไทยกำลังวาดฝันเรื่องการเป็นเสือเศรษฐกิจแห่งเอเชีย“สภาพัฒน์” เคยมีการศึกษาเรื่องรถไฟความเร็วสูงร่วมกับบริษัทที่ปรึกษาต่างประเทศ และได้สรุปกรอบการศึกษาในครั้งนั้น ว่าความเหมาะสมในการดำเนินกิจการ รถไฟความเร็วสูงในประเทศไทยขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการให้บริการเดินรถไฟ ความเป็นไปได้ของการก่อสร้าง (การออกแบบ) ศักยภาพของจำนวนผู้โดยสาร ผลตอบแทนทางการเงิน และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ
รายงานระบุว่ารถไฟความเร็วสูงเป็นระบบขนส่งที่มีวงเงินลงทุนสูง ควรนำไปลงทุนเฉพาะในเส้นทาง ที่มีปริมาณผู้โดยสารเป็นจำนวนมากเท่านั้น จึงจะคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมทั้งระบุว่าเส้นทางชายฝั่งทะเลตะวันออกเหมาะสม เนื่องจากเศรษฐกิจมีการขยายตัวสูง มีนักธุรกิจที่ยินดีจ่ายค่าโดยสารในราคาแพง เพื่อแลกกับระยะเวลาเดินทางที่น้อยลง โดยประมาณการว่าในปี 2563 เส้นทางรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ–มาบตาพุด จะมีผู้โดยสารประมาณ 1.58 – 2.2 แสนคนต่อวัน ถือว่าคุ้มค่าต่อการลงทุน
ต่อมาในช่วงที่มีการผลักดัน พ.ร.บ.โครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท มีการกำหนดแผนที่จะสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทาง วงเงินลงทุนประมาณสี่แสนล้านบาทเศษ และมีการคำนวณอัตราค่าโดยสารเส้นทางต่างๆ ผลการศึกษาเบื้องต้นระบุว่าเส้นทาง กรุงเทพฯ–นครราชสีมา ระยะทาง 256 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทาง 1 ชั่วโมง 16 นาที อัตราค่าโดยสาร 410 บาท/คน/เที่ยว
แม้เราจะมีข้อมูลและผลการศึกษาเรื่องรถไฟความเร็วสูงอยู่พอสมควร แต่คำถามก็คือเมื่อรัฐบาลนี้ประกาศเดินหน้า โครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-โคราชอีกครั้ง กลับพบว่าสังคมยังคงรับรู้ข้อมูลในโครงการน้อยมาก นอกจากวงเงินที่ รมว.คมนาคมบอกว่า จะใช้เงินลงทุนประมาณ 1.7 แสนล้านบาท รายละเอียดเรื่องต่างๆ ยังไม่ชัดเจน
สุเมธ องกิตติกุล ผ.อ.การวิจัยด้านนโยบายการขนส่ง และโลจิสติกส์ ทีดีอาร์ไอ บอกว่าเขายังไม่เห็นความชัดเจนของโครงการนี้ ไม่ว่าจะเป็นผลการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ รายงานการออกแบบ เทคโนโลยีที่จะใช้ รวมทั้งราคากลางในการก่อสร้าง หากไม่มีรายละเอียดพวกนี้การจะเริ่มตอกหมุดเดินหน้าโครงการไม่ใช่เรื่องง่าย
คำถามต่อมาก็คือรัฐบาลจะให้ใครเป็นเจ้าภาพหลักของโครงการ เพราะหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องเป็นหน่วยงานหลัก ในการกู้เงินมาดำเนินโครงการ ที่สำคัญหน่วยงานใด จะเป็นผู้บริหารโครงการหลังจากก่อสร้างแล้วเสร็จ ควรประกาศให้ชัดเจนเพราะหน่วยงานเหล่านั้น ต้องเตรียมความพร้อมในการบริหารงานเช่นกัน
ท้ายที่สุดแล้วคำตอบว่าประเทศไทยมีความพร้อม สำหรับการลงทุนรถไฟความเร็วสูงหรือไม่ จึงไม่ใช่อยู่ที่เรามีความสามารถในการหาแหล่งเงินกู้ หรือหาวิธีการระดมทุนมาทำโครงการนี้ได้หรือไม่ แต่อยู่ที่องค์ประกอบอื่นๆในการเดินหน้าโครงการว่ามีความพร้อมมากเพียงใด
ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่ต้องร่วมกันขบคิดให้ตกผลึก สร้างความกระจ่างให้สังคม ก่อนจะเริ่มเดินหน้าโครงการที่เป็นประวัติศาสตร์ในครั้งนี้









