วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เราควรเปลี่ยนกระบวนทัศน์

บทความนี้เขียนไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุการณ์วางระเบิดที่สนามบินและสถานีรถไฟใต้ดิน ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม

เมื่อเช้าวันอังคารที่ผ่านมา เหตุการณ์ทั้งสองอาจมองได้จากหลายแง่มุมจากมุมมองของด้านเศรษฐกิจ การวิเคราะห์ที่ถ่ายถอดออกมาทางสื่อทันทีมักมุ่งไปที่ผลกระทบอันเกิดจากการคมนาคมสำคัญถูกทำลาย ณ จุดเกิดเหตุและปฏิกิริยาลูกโซ่ซึ่งจะเกิดตามมา หลังจากเวลาผ่านไปชั่วระยะ การวิเคราะห์จะขยายต่อไป การขยายนั้นจะครอบคลุมไปถึงเรื่องพื้นฐานทุกเรื่องหรือไม่ต้องรอดูไปอีก ถ้าจะให้ฟันธงตรงนี้ คงต้องฟันว่าจะไม่มีการย้อนไปมองไกลถึงแนวคิดของ “อะดัม สมิธ” ซึ่งเป็นฐานของแนวคิดเศรษฐกิจกระแสหลักในปัจจุบัน นั่นคือ การแบ่งงานกันทำที่นำไปสู่ความเชี่ยวชาญเฉพาะอย่างซึ่งทำให้เพิ่มผลผลิต หรือการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอัตราสูงที่ชาวโลกต่างพยายามทำให้เกิดขึ้น

อันที่จริงกระบวนการแบ่งงานกันทำมีมาก่อนอะดัม สมิธ นับพันปี อะดัม สมิธ เป็นผู้ที่นำมาสังเคราะห์และเสนออย่างเป็นระบบเมื่อเขาเขียนตำราขึ้นมาเมื่อปี 2319 เรื่อง An Inquiry into the Nature and Causes of the Wealth of Nations ตำราเล่มนั้นเป็นฐานของนโยบายที่ส่งเสริมให้เพิ่มการค้าขายในระบบตลาดเสรีที่นำไปสู่ทั้งการแบ่งงานกันทำเพิ่มขึ้น และการพัฒนาระบบโลกาภิวัตน์ เท่าที่ผ่านมา ชาวโลกส่วนใหญ่มองไปเฉพาะที่ผลดีของการแบ่งงานกันทำและการค้าขายซึ่งทำให้เกิดความก้าวหน้าในด้านต่างๆ และการยกมาตรฐานของการครองชีพ แต่มักไม่ค่อยมีใครเฉลียวใจถึงแง่ลบซึ่งเป็นความเสี่ยงต่างๆ ทั้งที่มีตัวอย่างให้ดูอยู่กับตา

เหตุการณ์ที่กรุงบรัสเซลส์เป็นตัวอย่างสดๆ ซึ่งยังไม่ถึงกับร้ายแรงเช่นตัวอย่างที่เกิดขึ้นในอดีต กล่าวคือ บางสังคมล่มสลายเมื่อไม่สามารถซื้อหาสิ่งที่ตนต้องการจากคู่ค้าได้ เพราะตัวเองผลิตเองไม่เป็น เมื่อกระบวนการแบ่งงานกันทำนำไปสู่การทำอะไรเป็นเพียงอย่างเดียว รายละเอียดของประเด็นนี้มีอยู่ในหนังสือชื่อ “ล่มสลาย” ซึ่งแปลจากเรื่อง Collapse: How Societies Choose to Fail or Succeed ของ Jared Diamond (มีบทคัดย่อภาษาไทยอยู่ในหนังสือชื่อ “กะลาภิวัตน์” และในเว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนา www.bannareader.com)

อนึ่ง หากมองให้ทั่วจะเห็นว่าตัวอย่างสดๆ มิได้มีเฉพาะที่กรุงบรัสเซลส์เท่านั้น หากยังเกิดขึ้นรายวันอยู่ในเมืองไทยและโดยทั่วไปอีกด้วย อาทิเช่น ความซบเซาของเศรษฐกิจในบางประเทศขยายไปยังหลายส่วนของโลกอย่างรวดเร็ว หรือไทยขายสินค้าได้ยากเนื่องจากประเทศคู่ค้ามีปัญหาด้านกำลังซื้อ หรือไม่พวกเขาก็เริ่มผลิตได้เอง ซึ่งอาจเป็นสินค้าอย่างเดียวกัน หรือสินค้าที่อาจนำมาใช้แทนสิ่งที่เคยซื้อจากเราก็ได้ การแบ่งงานกันทำนำไปสู่ความเชี่ยวชาญเฉพาะอย่างการค้าขายและความก้าวหน้า ทว่ามันนำไปสู่สภาพที่โบราณเรียกว่าการ “ยืมจมูกคนอื่นหายใจ” ตัวอย่างอาจกำลังเกิดขึ้นในเมืองไทยในระดับบุคคล อาทิเช่น เรื่องราวที่เล่าต่อกันมาว่ามนุษย์เงินเดือนบางคนทำอะไรไม่เป็นถึงขนาดจะกินไข่ต้มยังต้องให้ร้านสะดวกซื้อต้มให้ตามแนวคิดเศรษฐกิจกระแสหลัก การจ้างผู้อื่นต้มไข่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวที่มักใช้สิ่งที่เรียกว่าจีดีพีชี้วัด แต่การขยายตัวนั้นเป็นภาพลวงตาเนื่องจากมันมิได้ทำให้มาตรฐานการครองชีพของผู้จ้างผู้อื่นต้มไข่สูงขึ้น ตรงข้ามมันทำให้ความเสี่ยงสูงขึ้น

ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา ผู้กำนโยบายเศรษฐกิจจำนวนหนึ่งเริ่มมองเห็นปัญหาที่มากับการค้าขายและกระบวนโลกาภิวัตน์ หลายประเทศจึงเริ่มปรับเปลี่ยนนโยบายโดยให้ลดการพึ่งการค้าขายต่างประเทศมาเป็นการเน้นการผลิตกิจการค้าขายและการใช้จ่ายภายในประเทศแทน ไทยก็พยายามทำเช่นนั้นแต่เท่าที่ผ่านมาเป็นที่ประจักษ์ว่าเราทำกันไปโดยมิได้เข้าใจ หรือใส่ใจกับสภาวะที่ทำให้แนวคิดเศรษฐกิจกระแสหลักใช้ไม่ได้อีกต่อไป ส่งผลให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ให้สะท้อนสภาพความเป็นจริง การหันมาเน้นการผลิต กิจการค้าขายและการใช้จ่ายภายในประเทศจึงมักเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายแบบแทบไม่ลืมหูลืมตา ไม่ว่าการใช่จ่ายนั้นจะเพื่ออะไรและต้องก่อหนี้สินหรือไม่

กระบวนทัศน์ที่เราและชาวโลกใช้กันมานานนำไปสู่การมุ่งเน้นให้เศรษฐกิจขยายตัวสูงต่อไป เอื้อให้เราแต่ละคนสามารถบริโภคเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ณ วันนี้ เศรษฐกิจทั้งโลกจะขยายตัวต่อไปเช่นนั้นไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะจำนวนคนมากขึ้นทุกวันในขณะที่ทรัพยากรโลกร่อยหรอลง แม้เทคโนโลยีจะช่วยลดข้อจำกัดของทรัพยากรลงได้บ้าง แต่มันช่วยไม่ได้ทั้งหมด นอกจากนั้นมันยังมักมีผลเสียแฝงมาอีกด้วย

เรื่องการใช้ไม่ได้ผลของมาตรการทางเศรษฐกิจที่เรารับมาจากอะดัม สมิธ และนักคิดทางเศรษฐกิจผู้ยิ่งใหญ่คนต่อมาชื่อ “จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์” ในช่วงนี้น่าจะบ่งชี้ว่าถึงเวลาที่เราจะต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ นั่นคือ เราต้องมองว่าเราจะไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจขยายตัวสูง หรือบริโภคเพิ่มขึ้นต่อไปแบบไม่มีที่สิ้นสุดได้อีกต่อไปแล้ว มาตรการทางด้านเศรษฐกิจจะต้องเปลี่ยนไปรวมทั้งการเลิกเน้นการแบ่งงานกันทำให้เกิดความเชี่ยวชาญเฉพาะอย่างเพิ่มขึ้นและการขยายตัวทางการค้าขายและกระบวนโลกาภิวัตน์

การลดการมุ่งเน้นการแบ่งงานกันทำต้องใช้มาตรการหลากหลาย วันนี้ขอยกตัวอย่างภาคเกษตรกรรมของไทยเนื่องจากภาคนี้กำลังเผชิญกับความแห้งแล้งที่ทำให้ขาดแคลนน้ำจนถึงขั้นวิกฤติเท่าที่ผ่านมา การพัฒนาภาคเกษตรมุ่งไปที่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวและการเลือกผลิตเพียงอย่างเดียวเป็นหลัก เกษตรกรขายสิ่งที่ตนผลิตและนำรายได้ไปซื้อสิ่งที่ตนต้องการ นั่นคือการใช้หลักการแบ่งงานกันทำจนเกิดความเชี่ยวชาญส่งผลให้การค้าขายและเศรษฐกิจขยายตัวตามหลักของอะดัม สมิธ กระบวนการนั้นทำให้เกิดความเสี่ยงสองด้านคือ เมื่อเกิดปัญหากับพืชเชิงเดี่ยว หรือสิ่งที่ผลิตอย่างเดียวขึ้น เกษตรกรไม่มีที่พึ่งในรูปของผลผลิตอื่น และการผลิตอย่างเดียวได้มากพร้อมกันอาจทำให้ราคาตกต่ำจนขาดทุนย่อยยับ

ด้วยเหตุดังกล่าวจึงมีการเสนอให้ทำเกษตรกรรมแบบไร่นาสวนผสม ซึ่งวิวัฒน์มาเป็นเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งผู้กำนโยบายเศรษฐกิจไทยดูจะไม่เคยทำความเข้าใจ หรือยังไม่ให้ความสำคัญ ความแห้งแล้งครั้งนี้เป็นโอกาสดีที่จะพิจารณาการส่งเสริมเกษตรกรรมตามแนว “โคก หนอง นาโมเดล” โดยการขุดสระน้ำจำนวนมากในพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อเก็บน้ำฝนไว้ใช้ในฤดูแล้ง เท่าที่ผ่านมาไม่ปรากฏว่ารัฐบาลชุดไหนให้ความใส่ใจในเรื่องนี้ หากรัฐบาลชุดปัจจุบันต้องการปฏิรูปและพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง รัฐบาลจะต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ให้สะท้อนสภาพความเป็นจริงและใส่ใจในการขุดสระน้ำดังกล่าว