วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ป่าลด โลกร้อน สะท้อนวิกฤติลึก

วันที่ 21 มีนาคมของทุกปี เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญที่ทางองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture

Organization of the United Nations, FAO) ได้กำหนดให้เป็นวันป่าไม้โลก (World Forestry Day) วันซึ่งไม่ได้มีความหมายเพื่อให้ชาวโลกได้เล็งเห็นความสำคัญของป่าเพียงวันเดียวเท่านั้น หากแต่เป็นวันที่ต้องการกระตุ้นเตือนให้ชาวโลกได้ตระหนักถึงคุณค่าแห่งธรรมชาติของทรัพยากรป่าไม้ที่ควรมีอยู่คู่กับโลกตลอดไป

ป่าลด ด้วยที่ผ่านมาความสมบูรณ์ของผืนป่าทั่วโลกได้หมดไปอย่างรวดเร็ว จากการถูกโหมทำลายลงอย่างต่อเนื่อง จนสภาพป่าที่เคยมีหนาแน่นกลับโหรงเหรงเหลืออยู่ประมาณร้อยละ 30 ของพื้นที่โลกส่วนที่เป็นผืนดิน ในส่วนของป่าไม้ไทยนั้นหากนับจากปี พ.ศ. 2504 ซึ่งเป็นปีที่ประเทศไทยเริ่มใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับแรก และเป็นปีที่มีการจัดทำสถิติป่าไม้ขึ้นเป็นครั้งแรกด้วยนั้น ก็พบว่าพื้นที่ป่าไม้ไทยได้ลดลงอย่างมากมายเรื่อยมา จากที่มีอยู่ 171.02 ล้านไร่หรือร้อยละ 53.33 ของพื้นที่ประเทศ เหลือเพียง 81.07 ล้านไร่หรือร้อยละ 25.28 ในปี 2541 ซึ่งนับว่ารวดเร็วมากเพราะพื้นที่ป่าได้ถูกผลาญหมดไปถึงราวครึ่งต่อครึ่งภายในช่วงเวลา 37 ปีเท่านั้น ทว่าจากนั้นก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นและลดลงสลับกันไปเป็นช่วง ๆ โดยมีอยู่ 102.28 ล้านไร่ หรือร้อยละ 31.62 ในปี 2557 ซึ่งก็นับว่ายังร่อยหรออยู่มาก

กล่าวได้ว่า การสูญเสียพื้นที่ป่าคือการทำลายคุณค่านานัปการของป่าไม้ เพราะนอกจากจะทำให้สภาพดินฟ้าอากาศเกิดความแห้งแล้ง ฝนตกลงมาน้อยแล้ว ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศก็แปรสภาพเป็นความเสื่อมโทรม ความหลากหลายทางชีวภาพก็ลดน้อยถอยลง ด้วยเมื่อพืชพรรณไม้มีน้อยลง สัตว์ป่าก็ย่อมเหลือน้อยลงตามมาและบางชนิดก็ถึงกับต้องสูญพันธุ์ไป เหตุเพราะขาดพื้นที่หาอาหาร พักอาศัย และแพร่ขยายเผ่าพันธุ์ และที่สำคัญยิ่งคือประสิทธิภาพการผลิตก๊าซออกซิเจนสู่ชั้นบรรยากาศ ตลอดรวมถึงศักยภาพการเก็บรักษาน้ำไว้ใต้ดิน และการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศเพื่อรักษาสมดุลของภูมิอากาศโลกก็ถูกบั่นทอนลงด้วยเช่นกัน

ทั้งเมื่อมองมายังสาเหตุที่ทำให้ผืนป่าถูกผลาญทำลายลงในทุกปี ก็พบว่านอกเหนือจากการมองข้ามคุณค่าแห่งธรรมชาติ แล้วเล็งหาแต่ผลประโยชน์จากความต้องการผืนดินในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการแผ้วถางป่าเพื่อแสวงหาที่ดินมาทำการเกษตรและเลี้ยงสัตว์ การเผาไฟเพื่อดักล่าสัตว์ การลักลอบตัดไม้เพื่อการค้า ตลอดถึงการหักโค่นป่าเพื่อสร้างอาคารและระบบสาธารณูปโภคเพื่อขยายพื้นที่เมืองแล้ว สภาพอากาศที่ร้อนมากขึ้นจากภาวะ       โลกร้อนซึ่งอุบัติขึ้นมาจากการดำเนินกิจกรรมของมนุษย์ ก็เป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้ป่าทุกวันนี้ต้องล้มตายลงมากขึ้น ทั้งนี้เพราะต้องเผชิญกับสภาพความแห้งแล้ง และการถูกเผาทำลายด้วยไฟป่าซึ่งแม้จะเป็นส่วนหนึ่งในวงจรธรรมชาติของป่า หากแต่ก็เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดเพิ่มมากขึ้นและขยายวงลุกลามยิ่งขึ้นด้วย

โลกร้อน จะว่าไปการลุกไหม้ของไฟป่านั้น นอกจากจะเป็นหนึ่งในผลลัพธ์ที่ตามมาจากภาวะโลกร้อนแล้ว มันยังเป็นตัวก่อเหตุเพิ่มปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกตัวการหลักแห่งภาวะโลกร้อนได้ด้วยเช่นกัน เหตุเพราะขณะที่ป่าถูกเผาทำลายนั้น สารคาร์บอนที่มีอยู่ในเนื้อไม้จะถูกเผาไหม้แล้วผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา ร่วมสมทบกับส่วนที่ปล่อยออกมาอย่างมหาศาลจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล ทั้งในภาคการเกษตร การอุตสาหกรรม การคมนาคมขนส่ง และการผลิตไฟฟ้า ทำให้ภายในชั้นบรรยากาศมีก๊าซชนิดนี้สะสมตัวอย่างเพิ่มทวี อุณหภูมิบนพื้นผิวโลกจึงเพิ่มสูงตามมาได้ยิ่งขึ้น

และด้วยธรรมชาติแล้ว พืชชนิดต่าง ๆ จะดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้ามาใช้ในกระบวนการสังเคราะห์แสงเพื่อผลิตอาหารเลี้ยงตัวเอง ดังนั้นเมื่อป่าถูกทำลายมากขึ้น ศักยภาพการตรึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศก็จะลดลงตามมามากขึ้น เท่ากับเป็นการเสริมแรงให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คงอยู่กักเก็บรังสีความร้อนไว้ในชั้นบรรยากาศได้นานขึ้น นั่นเพราะกว่าก๊าซชนิดนี้จะสลายตัวไปตามธรรมชาติได้ก็ต้องใช้เวลาถึง 200-450 ปีเลยทีเดียว

ที่สำคัญอีกประการคือ การลุกไหม้ของไฟป่านี้ยังสามารถส่งผลร้ายซ้ำเติมให้ภาวะโลกร้อนขยายขนาดความรุนแรง และโยงผลให้เกิดไฟป่าบ่อยครั้งขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้เพราะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการลุกไหม้จะเข้ามาเป็นตัวทำให้อุณหภูมิบนพื้นผิวโลกเพิ่มสูงขึ้น สภาพอากาศจึงร้อนแล้งมากขึ้น กิ่งไม้ใบไม้แห้งและไม้ยืนต้นบางส่วนที่ล้มตายลง จึงกลายสภาพมาเป็นเชื้อเพลิงลุกไหม้ได้ง่ายขึ้น แล้วเวียนซ้ำกลับมาเร่งให้อุณหภูมิบนพื้นผิวโลกเพิ่มสูงขึ้นต่อไป กลายเป็นวงจรอันตรายได้อย่างไม่รู้จบ

วิกฤติลึก ลำพังเฉพาะการทำลายป่าซึ่งเป็นศูนย์รวมคุณค่าอันยิ่งใหญ่ จะส่งผลร้ายก่อวิกฤติให้แก่สังคมโลกได้อย่างมากมาย ทว่าเมื่อมาเป็นตัวเสริมแรงให้กับภาวะโลกร้อนในยุคปัจจุบันด้วยแล้ว สภาพภูมิอากาศโลกก็ยิ่งแปรปรวนและก่อให้เกิดปัญหาแบบ “วิกฤติซ้อนวิกฤติ” ที่นำพาปัญหาอื่นตามมาอีกอย่างเป็นลูกโซ่ เป็นต้นว่า 1) สภาพอากาศที่ร้อนมากขึ้น จนปรากฏเป็นช่วงฤดูร้อนที่ยาวนาน และฤดูหนาวที่แคบลง อีกทั้งฝนก็ไม่ตกตามฤดูกาลดังเช่นที่เคยเป็น 2) การเกิดภัยพิบัติอย่างบ่อยครั้งและทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

3) การละลายตัวอย่างรวดเร็วของน้ำแข็งขั้วโลก ที่เข้ามามีอิทธิพลร่วมให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น แล้วไหลรุกท่วมเข้ามายังพื้นที่ลุ่มต่ำตามแนวชายฝั่งทะเลจนผืนดินหดหายไปมากขึ้น 4) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งจากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น การขาดแคลนน้ำ และทะเลมีความเป็นกรดมากขึ้น และ 5) การแพร่ระบาดของโรคติดต่อเขตร้อนโดยเฉพาะไข้เลือดออก รวมทั้งโรคร้ายต่างๆ ทั้งที่เป็น “โรคอุบัติใหม่” อย่าง ซาร์ส อีโบล่า และเมอร์ส และ “โรคอุบัติซ้ำ” อย่าง วัณโรค ไข้ทรพิษ และไข้หวัดสเปน

สำหรับกรณีของภัยพิบัตินั้นก็มีปรากฏให้เห็นอย่างหลายครั้งหลายครา ทั้งการเกิดคลื่นความร้อนในแถบทวีปยุโรปจนคร่าชีวิตผู้คนกว่า 30,000 รายในปี 2546 การเกิดภาวะแล้งจัดในหลายประเทศแถบแอฟริกาตะวันออก รวมทั้งที่ประเทศโปรตุเกสซึ่งได้เกิดไฟป่าเผาพินาศพื้นที่ไปกว่า 1.5 ล้านไร่ร่วมด้วยในปี 2548 การเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่จากฝนตกหนักที่ประเทศอังกฤษในปี 2550 และการเกิดพายุไซโคลน “นาร์กีส” พัดถล่มประเทศเมียนมาร์จนมีผู้เสียชีวิตนับแสนในปี 2551

ส่วนที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศไทยขณะนี้ก็คือสถานการณ์ภัยแล้ง ซึ่งนับว่ารุนแรงสุดในรอบ 20 ปี หลายพื้นที่ถูกความร้อนแผดเผาจนผืนดินแห้งแข็ง แม่น้ำหลายสาย พากันแห้งเหือด พืชผักในเรือกสวนไร่นาเหี่ยวเฉาตายไปเพราะขาดน้ำหล่อเลี้ยงจนเกษตรกรต้องย่ำแย่ อีกทั้งน้ำในเขื่อนก็มีเหลืออยู่น้อย โดยเฉพาะกับ 4 เขื่อนหลักของประเทศคือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อย และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เหลือปริมาตรน้ำใช้การได้รวมกันเพียง 2,747 ลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 15 เท่านั้น ซึ่งในขณะนี้ก็มี 2,369 หมู่บ้านใน 15 จังหวัดที่ได้ถูกประกาศเป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) แล้ว (ข้อมูล ณ วันที่ 12 มีนาคม 2559)

จากภาพรวมถึงผลร้ายที่ตามมาจากการสูญเสียป่า ผนวกกับการเข้ามามีส่วนร่วมก่อวิกฤติภาวะโลกร้อน ก็เป็นที่น่าห่วงว่าหากผืนป่าถูกคุกคามจนเสื่อมโทรมลงไปอีกเรื่อย ๆ แล้ว โอกาสที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะเพิ่มทวีจนถึงระดับ 450 ส่วนในล้านส่วน (ppm) อันจะมีผลทำให้อุณหภูมิบนพื้นผิวโลกเพิ่มสูงขึ้นตามมาถึง 2 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบจากระดับยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมก็จะมีความเป็นไปได้เร็วยิ่งขึ้น ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนก็จะหนักและรุนแรงขึ้นกว่าเดิม เพราะขนาดปีที่ผ่านมาค่าความเข้มข้นซึ่งเพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ที่ 401.85 ppm ก็ส่งผลร้ายให้มนุษยชาติได้สัมผัสกับความผิดเพี้ยนของสภาพภูมิอากาศกันแล้ว

ป่าลด โลกร้อน สะท้อนวิกฤติลึก จึงเป็นหนึ่งในข้อมูลการย้ำเตือนถึงปัญหาที่ถูกก่อขึ้นมาจากฝีมือมนุษย์ ซึ่งหนึ่งในทางออกที่จะช่วยให้รอดพ้นจากวิกฤติอันตรายได้ก็คือหยุดทำร้ายป่า แล้วร่วมกันอนุรักษ์ผืนป่าที่มีอยู่และปลูกป่าทดแทนเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้โลกได้มีโอกาสฟื้นตัวกลับสู่สภาวะสมดุลสืบไป เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว โลกก็จะเดินทางเข้าสู่จุดพลิกผันที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสภาพภูมิอากาศ และนำหายนภัยสู่มนุษยชาติในที่สุด

---------------------------

ผศ.มนนภา เทพสุด

สำนักวิชาศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยศรีปทุม