วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กลยุทธ์ของไทยเพื่อรับมือตลาดนักท่องเที่ยวชาวจีน

ในบทความที่ผ่านมาได้อธิบายว่า นักท่องเที่ยวจีนยุคใหม่ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวอิสระ มีแนวโน้มการทำธุรกรรมท่องเที่ยว

ในทุกห่วงโซ่ของอุปสงค์ผ่านระบบ E-commerce แบบครบวงจร (ดูรูป)ทำให้การชำระเงินไม่ผ่านระบบธนาคารพาณิชย์และระบบภาษีของไทย

การศึกษาของสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะยังสามารถยืนยันได้ว่า การขยายตลาดของนักท่องเที่ยวจีนไม่ใช่ปัญหาสำคัญของภาคเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยอีกต่อไป หากไทยไม่มีวิกฤติทางการเมือง และถ้านักท่องเที่ยวจีนยังเติบโตในอัตราปัจจุบัน ภายใน 5 ปีนักท่องเที่ยวจีนจะสูงถึง 25 ล้านคน รวมกันแล้วไทยจะมีนักท่องเที่ยวถึง 50 ล้านคน จำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดและพฤติกรรมด้านการแสวงหาข้อมูลของนักท่องเที่ยวชาวจีนจะทำให้ไทยต้องเปลี่ยนวิธีทางการตลาด และการจัดการอุปทาน โดยเฉพาะการรองรับในภาครัฐรวมไปถึงการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษาในสาขาท่องเที่ยวผู้เขียนได้เสนอกลยุทธ์ของประเทศไทยในรายงานวิจัยที่เสนอต่อสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ดังต่อไปนี้

กลยุทธ์การตลาด

1) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและกระทรวงพาณิชย์ควรสนับสนุนให้เกิดระบบขายสินค้าและบริการท่องเที่ยวออนไลน์ที่ครบวงจรตั้งแต่การให้ข้อมูลหรือเปิดเว็บไซต์ขายไปจนถึงการขายและทำธุรกรรมด้านการเงิน ตลอดจนสามารถติดตามความพึงพอใจและคำติชม (Feed back) จากลูกค้า เพื่อให้บริษัทไทยมีพื้นที่ในการขายของไทย และสร้างกำลังต่อรองให้กับบริษัทไทย

2) ภาคเอกชนของไทยต้องทำการตลาดผ่าน Social Media & Social Network ในจีน โดยใช้ www.youku.com หรือ www.tudou.com แทน youtubeใช้ www.weibo.com แทน facebook และใช้ WeChat แทน Line บน Smart Mobile Application รวมทั้งทำการตลาดผ่าน Mobile Application เพื่อการท่องเที่ยวบนตลาด Application ของจีน

กลยุทธ์ด้านราคา

1) การศึกษาพบว่านักท่องเที่ยวชาวจีนตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงราคาการท่องเที่ยวไทยน้อยกว่าคู่แข่ง ภาคเอกชนจึงควรหลีกเลี่ยงการเข้าสู่สงครามราคากับประเทศคู่แข่ง

2) ภาคเอกชนควรใช้กลยุทธ์คุณภาพและการเพิ่มบริการแทนการลดราคา เพื่อเจาะตลาดและรักษาตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงไว้ เช่น ใช้มาตรการเพิ่มคุณภาพหรือให้คูปองที่เพิ่มบริการฟรี สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนประเทศไทยหลายครั้งใน 1 ปี

กลยุทธ์ด้านการผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวและบริการ

1) เพิ่มกิจกรรมท่องเที่ยวให้หลากหลายขึ้นแม้แต่ในแหล่งท่องเที่ยวเดิม เพื่อสร้างประสบการณ์ร่วมให้กับนักท่องเที่ยว เช่น ในการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ควรเพิ่มกิจกรรมการมีส่วนร่วมในด้านการทำบุญที่ใช้เงินไม่มากนัก เช่น ตักบาตรทำบุญประจำวันเกิด เพราะคนจีนสนใจเรื่องวัตถุมงคล และสนใจกิจกรรมที่ทำให้เฮงๆ ซึ่งทัวร์น่าจะแนะนำ เช่น ใส่บาตร (ด้วยเหรียญ) พระประจำวันเกิด เสี่ยงเซียมซี ทำบุญบริจาคให้วัด แล้วให้ไปทำบุญกรวดน้ำที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ทำบุญซื้อธงประจำปีเกิดแล้วนำไปแขวนในวัด หรือเพิ่มกิจกรรมเที่ยวตลาดเพื่อซื้อขนมและผลไม้ท้องถิ่น

2) เพิ่มจุดขายในแต่ละแหล่งท่องเที่ยว เช่น จุดถ่ายรูปที่มีเรื่องเล่า มีประติมากรรม หรือสวนอนุสรณ์ จัดบรรยากาศของแต่ละเมืองท่องเที่ยวให้มีเอกลักษณ์เด่นชัด

3) เพิ่มบริการรถสาธารณะเพื่อการท่องเที่ยวในเมืองหลัก เช่น ให้มีเส้นทาง Hop-on-hop-off bus ในจังหวัดเชียงใหม่

กลยุทธ์ด้านการศึกษาในมหาวิทยาลัยของรัฐ

1) เพิ่มขีดความสามารถของมหาวิทยาลัยที่มีสอนวิชาท่องเที่ยว ในด้านการเรียนการสอนภาษาจีน และการสื่อสารระหว่างแผนกต้อนรับ (Front Office) และลูกค้าผ่านระบบออนไลน์ในโรงแรม การทำดิจิตอลเมนู

2) เพิ่มขีดความสามารถของมหาวิทยาลัยที่มีสอนวิชาท่องเที่ยว ให้มาเน้นทักษะด้านอาหาร (Food hospitality) เน้นการใช้วัสดุพื้นถิ่น เช่น แชมเปญดอกเก๊กฮวย (Chrysanthemum Champagne) ทำจากดอกเก๊กฮวยและสาระแหน่ ซอสช็อคโกแลตจากกล้วยหอม ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ทำรวมทั้งการพัฒนาอาหารพื้นถิ่น (Folk Food) อาหารชาติพันธุ์ต่างๆ รวมถึงการแปรรูปให้เป็นของฝากจากประเทศไทย

3) เพิ่มงานวิจัยเกี่ยวกับความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว (Tourism Carrying Capacities) ในแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติเพื่อป้องกันความเสื่อมโทรม

4) งานวิจัยด้านท่องเที่ยวควรบูรณาการร่วมกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารเพื่อสร้างนวัตกรรมทางเทคโนโลยีให้สามารถลดการใช้พลังงานลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนและลดมลพิษ ที่สำคัญก็คืออาจารย์และนักศึกษาต้องศึกษาวิจัยเพื่อให้ได้ข้อมูลพื้นฐานแต่การนำเสนอนักท่องเที่ยวต้องอาศัยจินตนาการและความสร้างสรรค์

ท่องเที่ยวจึงไม่ใช่การก้าวข้ามพรมแดนเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการใช้จินตนาการที่ไร้ขีดจำกัดด้วย!