ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะขับเคลื่อนประเทศชาติด้วยยุทธศาสตร์ “ประชารัฐ” โดยมีความเชื่อว่า
จะเป็นกลไกก่อให้เกิดการรวมพลังจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน เอกชน และภาครัฐ เข้ามามีส่วนร่วม ในแนวทางสร้างความสามัคคีของคนในสังคม โดยไม่แบ่งพรรคแบ่งฝ่ายต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งจะช่วยให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะระดับฐานรากที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว อีกทั้งต้องการที่จะขับเคลื่อนให้ประเทศชาติเกิดความสามารถทางการแข่งขันทั้งในอาเซียนและระดับสากล
ผู้เขียนชื่นชมและต้องการให้กำลังใจ อีกทั้งเป็นความหวังในการที่ภาครัฐจะเป็นกาวประสานเศรษฐกิจ โดยดึงศักยภาพของภาคเอกชนเข้ามาร่วมมือร่วมใจกันอย่างจริงจัง ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมาอาจมีวาระแอบแฝงทำให้การขับเคลื่อนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมบิดเบี้ยวไป ในฐานะผู้เขียนที่อยู่ในวงการการศึกษามานานต้องการที่จะเห็นภาคธุรกิจเข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนการศึกษา ปลูกต้นกล้าทรัพยากรมนุษย์ให้มีศักยภาพเทียบอารยประเทศ โดยไม่หวังผลประโยชน์เชิงธุรกิจ เนื่องจากที่ผ่านมาเกิดความล้มเหลวในการพัฒนาการศึกษาทุกระดับมานาน
จากการติดตามข่าวสารประชารัฐในกลุ่มของการศึกษาและพัฒนาผู้นำ ก็พบว่าหลายบริษัทที่ผู้บริหารมีความรู้ความสามารถได้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาในหลายๆ ส่วน ยกระดับมาตรฐานการศึกษา พัฒนาโรงเรียน ผู้นำสถานศึกษา ครู หลักสูตรการจัดการเรียนการสอน และคู่มือการสอน ซึ่งถือว่าเป็นการจุดประกายความคิด และนี่คือตัวอย่างหนึ่งที่จะชี้ให้เห็นถึงการร่วมมือร่วมใจในการพัฒนาประเทศ โดยใช้จุดที่แข็งของภาคธุรกิจในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน และปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ในห้องเรียนเป็นทูเวย์ ไม่เน้นท่องจำแต่สร้างความเข้าใจ ซึ่งจะเป็นการดึงศักยภาพและสร้างความมั่นใจให้แก่เด็กนักเรียน
ถึงแม้จะเป็นโครงการที่ต้องใช้เวลาอีกหลายปีที่จะทำให้การศึกษาดีขึ้น แต่การมีตัวเร่งจากภาคเอกชนหลายภาคส่วนเพิ่มขึ้นเช่นนี้ จะทำให้การขับเคลื่อนด้านการศึกษาเกิดความรวดเร็วยิ่งขึ้น การสนับสนุนการศึกษาเกิดขึ้นได้ในหลายรูปแบบ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นการใช้งบประมาณหรือเงินเพียงอย่างเดียว แต่สามารถนำสิ่งที่เป็นจุดแข็งและความถนัดขององค์กรธุรกิจมาเอื้อต่อภาคการศึกษาได้ และเท่าที่เห็นโครงการพัฒนาการศึกษานี้ ได้มีการวางแผนแบบเร่งด่วน แผนระยะกลาง และแผนระยะยาว ซึ่งแผนในระยะ 5 ปี มีเป้าหมายว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการศึกษาในอาเซียน นับว่าเป็นโจทย์ยากท่ามกลางแนวโน้มของโลกที่ทุกอย่างจะขับเคลื่อนด้วยดิจิตอล
อยากฝากถึงคณะทำงานด้วยว่า หากต้องการให้ระบบการศึกษาเกิดการพัฒนาครบวงจร จะต้องเริ่มปลูกต้นกล้าทรัพยากรมนุษย์ตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถม มัธยม และระดับมหาวิทยาลัย หากการศึกษาแรกเริ่มล้มเหลวหรือมีฐานรากที่ไม่แน่นพอ การเติบโตต่อไปก็จะกลายเป็นเหมือนต้นไม้ล้มลุก ดังนั้น นี่คือโครงการอันเป็นความหวังของผู้ที่ต้องการให้การศึกษาเติบโตอย่างยั่งยืน
ผู้เขียนมีโอกาสสนทนากลุ่มเกี่ยวกับการพัฒนาปรับปรุงหลักสูตรร่วมกับผู้ประกอบการ พบว่าควรปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับภาวะของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ดังที่ทราบกันว่านับวันประชากรโลกจะเพิ่มสูงขึ้น ภาคเกษตรและการพัฒนาอาหารจะตอบสนองจำนวนประชากรได้อย่างไร เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องเตรียมความพร้อมในด้านการศึกษา
ประเทศไทยเหมาะทำเกษตรกรรม ดังนั้นสินค้าทางการเกษตรยังเป็นที่ต้องการของตลาดโลกอีกมาก แต่ฐานความรู้ความเข้าใจและความสามารถทางการเกษตรสมัยใหม่ยังมีอยู่น้อย จำเป็นต้องมีการวางรากฐานการศึกษาและเพิ่มพูนความรู้วิชาการตั้งแต่ระดับเริ่มแรก ไม่ใช่เริ่มมาส่งเสริมการศึกษาเกษตรสมัยใหม่ในระดับอุดมศึกษา อาจจะไม่ทันกับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งการเกษตรสมัยใหม่จะต้องมีการนำนวัตกรรมทางด้านต่างๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แปรรูป จัดการเกษตร หรือมองหาช่องทางการตลาด
กรณีนี้ก็ต้องชมเชยรัฐบาลที่มีการตั้ง “ประชารัฐ - คณะการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่” และได้ผู้รู้จากภาคเอกชนด้านการเกษตรชั้นนำหลายรายเข้ามาช่วย ซึ่งน่าจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาภาคเกษตรในบ้านเราให้ทัดเทียมสากลได้ แต่ขอยืนยันอีกครั้งว่าจำเป็นต้องปลูกพื้นฐานการศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่เข้าไปให้เยาวชนไทย
แม้ใครจะมองว่า โครงการประชานิยมและโครงการประชารัฐ มีความเหมือนหรือแตกต่างกันก็ตาม แต่ในมุมมองของผู้เขียนเห็นว่าโครงการอะไรก็ตามที่ออกมาและส่งผลดีต่อประชาชนที่จะได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง ล้วนเป็นโครงการที่ดีทั้งสิ้น จึงอยากเชิญชวนภาคเอกชนให้เข้าร่วมโครงการหรือสนับสนุนงานของรัฐเพื่อร่วมกันสร้างประโยชน์ต่อบ้านเมืองให้มากขึ้น
ประเทศชาติยังมีจุดรั่วอีกหลายจุดที่ต้องการสนับสนุนจากภาคเอกชน ไม่จำเป็นเฉพาะด้านการศึกษา แต่ยังมีประเด็นเรื่องอื่นๆ ที่ต้องการความช่วยเหลืออีกมาก เพียงแต่ต้องการ “ผู้กล้า” เข้ามาร่วมการเปลี่ยนแปลงและมีส่วนขับเคลื่อนประเทศในยามวิกฤติ
---------------------
ดร.สิทธิชัย ฝรั่งทอง
มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี






