รัฐบาลบอกว่าจะทำ “บันทึกความเข้าใจ”
หรือ “เอ็มโอยู” (Memorandum of Understanding : MoU) กับคนมากมายก่ายกองเหล่านี้ได้อย่างไร?
ผมเห็นโปสเตอร์จากสำนักโฆษก สำนักนายกรัฐมนตรี วันก่อนแล้วก็เพิ่งจะรู้ว่าคำว่า “ผู้มีอิทธิพล” ที่กำลังเป็นเป้าของการปราบอย่างหนักนั้นคืออะไรกันแน่
ใครเป็นผู้คิดทำ ไม่ได้บอก แต่น่าหวาดเสียวตรงที่มีคำว่า Wanted : Dead or Alive คล้ายกับคำประกาศของนายอำเภอในหนังคาวบอยกันทีเดียว
แต่ในภาวะความเป็นจริง เจ้าหน้าที่บ้านเมืองคงจะประกาศว่าจะ “จับเป็นหรือจับตาย” คงไม่ได้ เพราะเท่ากับเป็นการเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ ทำอะไรอย่างที่ตนเองคิดว่าจะทำ โดยไม่คำนึงถึงความหนักเบาของความผิด หรือหลักฐานที่จะสามารถหามาประกอบการตัดสินดำเนินการได้
แต่ดูเหมือนจะมีคนทักท้วง เจ้าหน้าที่ก็เอาข้อความนี้ออกไปแล้ว
ข้อความนี้บอกว่าพฤติกรรมเข้าข่ายเป็น “ผู้มีอิทธิพล” จากศูนย์ปราบปรามผู้มีอิทธิพลและมือปืนรับจ้าง สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีดังต่อไปนี้
1. นายทุนปล่อยเงินกู้นอกระบบ
2. ฮั้วประมูลงานราชการ
3. หักหัวคิวรถรับจ้าง
4. ขูดรีดผู้ประกอบการ
5. ลักลอบขนสินค้าหนีภาษี
6. เปิดบ่อนการพนัน
7. ลักลอบค้าประเวณี
8. ลักลอบนำคนเข้า-ออกประเทศโดยผิดกฎหมาย
9. ล่อลวงแรงงานไปยังต่างประเทศ
10. แก๊งต้มตุ๋นนักท่องเที่ยว
11. มือปืนรับจ้าง
12. รับจ้างทวงหนี้ด้วยการข่มขู่ใช้กำลัง
13. ลักลอบค้าอาวุธสงคราม/ปืนเถื่อน
14. บุกรุกที่ดินสาธารณะ/ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ
15. เรียกรับผลประโยชน์บนเส้นทางหลวงสาธารณะ
16. ผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด
ความคิดเรื่องทำ MoU กับมาเฟียหรือพวกมีอิทธิพล มาจากคำให้สัมภาษณ์ของรองนายกฯ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
ท่านบอกว่า “เราได้มีการทำบันทึกข้อตกลงหรือเอ็มโอยู ระหว่างคนที่ไม่อยากจะให้ทำผิดอีกต่อไปกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งการทำเอ็มโอยูจะครอบคลุมทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะในส่วนของทหาร โดยคนที่จะเข้ามาทำเอ็มโอยู จะพิจารณาว่าการกระทำเข้าข่ายเอาผิดทางกฎหมายได้หรือไม่ หากไม่สามารถเอาผิดทางกฎหมายได้ ก็จะมาลงเอ็มโอยูเพื่อไม่ให้กลับไปยุ่งเกี่ยวอีก
ส่วนคนที่มีหลักฐานและพบว่าทำผิดจริง ก็ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดตามระเบียบวินัย ถ้าผิดก็ว่าไปตามผิด ไม่มีเซ็นเอ็มโอยู แต่คนที่เขาเลิกแล้วก็ต้องมาเซ็นเอ็มโอยู”
ต่อมาก็มีข่าวว่า กองทัพบกส่งรายชื่อกว่า 6,000 รายให้ตำรวจ และมีรายงานว่ามีรายชื่อตำรวจกว่า 200 รายตั้งแต่ระดับนายพลถึงตำรวจชั้นผู้น้อยที่ติดโผของ “ผู้มีอิทธิพล” ที่จะต้องจัดการ
แน่นอนว่าหากมีการทำเอ็มโอยูกับผู้มีอิทธิพลจริง ประเทศไทยจะเป็นชาติแรกที่มี “นวัตกรรม” เช่นนี้ เพราะคงเป็นเรื่องแปลกพอสมควร ที่รัฐบาลยอมรับว่ามีคนที่ทำผิดกฎหมาย หรืออยู่ในข่ายน่าสงสัยว่าจะทำผิดแต่เอาผิดไม่ได้ จึงต้อง “ทำบันทึกความเข้าใจ” เพื่อเป็นการแก้ปัญหา
เรื่องของเรื่องก็คือ ทางการคงทราบดีว่าใครคือ “มาเฟีย” และใครคือ “ผู้มีอิทธิพล” ในทางร้าย หากมีหลักฐานหรือพฤติกรรมที่ส่อไปทางนั้น ก็ย่อมจะต้องบริหารจัดการให้ยุติการกระทำเช่นนั้น หรือไม่ก็ลงโทษตามโทษานุโทษให้ชัดเจน
หากยังไม่มีหลักฐานที่จะเอาผิดได้ ก็จะต้องมีการเตือนหรือมีระบบการติดตามพฤติกรรมคนเหล่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้อิทธิพลหรือตำแหน่งหน้าที่ไปในทางที่ผิด
เพราะหากกฎหมายศักดิ์สิทธิ์ และการบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามที่ควรจะเป็น บ้านเมืองนี้ย่อมต้องไม่มี “ผู้มีอิทธิพล” อันไม่พึงปรารถนาจนต้องกลายเป็นนโยบายระดับชาติ ที่ยังมองไม่เห็นว่าจะเกิดผลทางปฏิบัติให้ประชาชนอุ่นใจได้อย่างไร
หากรัฐบาลเอาจริง ย่อมไม่มีใครมี “อิทธิพล” เหนือความถูกต้องได้









