ดัชนีหุ้นนิคเคอิในตลาดล่วงหน้าของญี่ปุ่น ถล่มลงกว่า 700 จุด
อีกครั้ง สวนทางกับเงินเยนแข็งค่าขึ้นทันที 2 เยนถึงระดับ 111.09 ต่อดอลลาร์ หลังธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟดชะงักการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายให้คงไว้ที่ 0.25-0.5% เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ส่งผลให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ต้องกระโดดเข้าแทรกแซงก่อนที่ดัชนีราคาหุ้นในกระดานหลักจะค่อยๆ ไต่มาปิดที่ระดับการติดลบ 100-200 จุด ท่ามกลางเงินเยนแข็งค่าต่อเนื่องจนถึงวันศุกร์ที่ 110 ต่อดอลลาร์ในช่วงเปิดตลาดภาคเช้า โดยความผันผวนของตลาดหุ้นญี่ปุ่น และค่าเงินเยนยังคงเป็นภาพสะท้อนมาจาก การที่เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง โดยดัชนีค่าเงินดอลลาร์ได้ปรับตัวลงจากระดับ 97-98 ในช่วงก่อนหน้านี้ ล่าสุดมาอยู่ที่ระดับ 96 เนื่องจากธนาคารกลางและสถาบันการเงินจากประเทศต่างๆ พากันเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอย่างต่อเนื่อง โดย CNN Money ระบุว่าในเดือนมกราคมปีนี้ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐถูกเทขายจากผู้ถือต่างประเทศมากถึง 57,200 ล้านดอลลาร์ เทียบกับทั้งปี 2015 ที่พันธบัตรสหรัฐถูกขายออกมามากถึง 225,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมีอัตราที่ติดลบทุกประเภท
บรรดานักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีทคาดว่า จะเป็นการอ่อนตัวของดอลลาร์จะเป็นเพียงระยะสั้น เพราะเฟดน่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงเดือนมิถุนายน ถึงแม้สุ้มเสียงของนางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟดยอมรับว่าขณะนี้ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกมีเพิ่มขึ้น แต่การตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยจะดูจากตัวเลขทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะด้านค่าจ้างและอัตราการว่างงานเป็นสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งปีนี้ โดยเพดานอยู่ที่ 0.875% เทียบกับการคาดการณ์ในเดือนธันวาคมปีที่แล้วอาจมีการขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้งจนถึง 1% ในช่วงปลายปีนี้ อย่างไรก็ตามดอลลาร์ยังคงร่วงสวนทางสกุลเงินทั่วโลกในรอบ 24 ชั่วโมงหลังเฟดตรึงดอกเบี้ยในการประชุมครั้งล่าสุด โดยดอลลาร์เทียบเงินหยวนอ่อนยวบลงจากระดับ 6.52 มาอยู่ที่ 6.47 หยวนต่อดอลลาร์ แม้แต่ดอลลาร์เทียบบาทโดยบาทแข็งค่าที่ 34.75 ดอลลาร์อ่อนสวนทางทองพุ่งขึ้น 35 ดอลลาร์ทะลุ 1,267 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนย่อตัวลงที่ 1,260 ดอลลาร์ในเช้าวันศุกร์ และยังส่งผลต่อราคาน้ำมันที่ปรับตัวเหนือ 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นอกจากนี้ยังส่งผลต่อความผันผวนอย่างหนักในตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้น จนเกิดอาการโยกเงินเพื่อทำกำไรระหว่างสองตลาด
ดังนั้นความกังวลของตลาดการเงินและการลงทุน เกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลกขณะนี้จึงเพิ่มสูงขึ้น โดยทุกสายตาของนักลงทุนเฝ้ามองไปที่การดำเนินนโยบายการเงินและเศรษฐกิจของธนาคารกลางสำคัญๆ ของโลกทั้งเฟด บีโอเจ และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่พยายามจะฟื้นฟูเศรษฐกิจแต่กลับไม่เป็นผลเท่าที่ควร ตรงกันข้ามผลจากความไม่แน่นอนในนโยบายการเงินกลับทำให้นักลงทุนห่วงถึงความปั่นป่วนในตลาดการเงินโลกที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ต้นปีนี้ จนส่งผลให้มีการปรับตัวของราคาสินทรัพย์ต่างๆ ตกต่ำลงมากถึง 15% รวมทั้งความเป็นห่วงว่าเศรษฐกิจโลกอาจตกลงสู่ภาวะชะงักงันจนถึงขั้นถดถอยและเกิดภาวะเงินฝืดไปพร้อมๆ กัน หากว่าการที่ระบบเศรษฐกิจยังคงพึ่งพาแต่การอัดฉีดปริมาณเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ตลาด ควบคู่ไปกับการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ (Negative Interest Rate) หรือ NIRP อย่างที่อีซีบีและบีโอเจ กำลังดำเนินนโยบายการเงินสุดโต่งแบบนี้แล้ว จะยิ่งทำให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ยากลำบากมากขึ้น เพราะอาจจะทำให้ไม่มีกระสุนเหลือเพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาในอนาคตได้
ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของปัญหา จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน แม้รัฐบาลจีนจะวางเป้าหมายการเติบโตปีนี้ระหว่าง 6.5-7% แต่ตลาดยังไม่วางใจ แม้แต่มาร์ค ฟาเบอร์ นักลงทุนในระดับโลกที่ชื่นชอบลงทุนในตลาดหุ้นจีนคาดว่าเศรษฐกิจจีนอาจจะเติบโตระหว่าง 4-6% เท่านั้น ส่วนโกลด์แมน แซคส์ วาณิชธนกิจชั้นนำของสหรัฐ คาดการณ์ว่าเงินหยวนจะอ่อนค่าลงไปถึง 7 ต่อดอลลาร์ในช่วงปลายปีนี้ ด้วยสาเหตุเพราะจีนมีหนี้สูง ทำให้ธนาคารกลางจีนต้องกดดอกเบี้ยต่ำเพื่อลดภาระการจ่ายดอกเบี้ยหนี้ นโยบายดอกเบี้ยที่ผ่อนคลายนี้จะสร้างแรงกดดันให้หยวนอ่อนค่าลง ขณะที่เศรษฐกิจจีนกำลังอ่อนแอและตกต่ำลง ก็จะทำให้จีนจำเป็นต้องให้หยวนอ่อนค่าเพื่อช่วยกระตุ้นการส่งออกมาเกื้อหนุนเศรษฐกิจ นอกจากนี้การดำเนินนโยบายการเงินตั้งแต่ต้นปีมานี้ชี้ให้เห็นว่าทางการจีนมีแนวโน้มที่ต้องการเห็นหยวนอ่อนค่าลง ถึงแม้ว่าปัจจุบันเงินหยวนจะแข็งค่าขึ้นเพราะดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงก็ตาม
นับจากนี้ไปต้องเฝ้ามองว่าผู้กำหนดนโยบายของธนาคารกลางทั่วโลก จะหันมาใช้นโยบายดอกเบี้ยที่ติดลบมากขึ้นหรือไม่ ถึงแม้ว่าในการประชุมของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วในกลุ่มจี-20 ที่มีการประชุมกันที่เซี่ยงไฮ้เมื่อวันที่ 26-27 กุมภาพันธ์ ได้เห็นด้วยกันว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจของแต่ละประเทศไม่ควรจะพึ่งพาแต่นโยบายการเงิน และควรดำเนินการผ่านนโยบายการคลังของรัฐบาลเป็นหลัก เพราะถ้าหากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกเลวร้ายลงแล้ว แนวทางการแก้ไขปัญหาจะมีข้อจำกัดมากขึ้น และอาจไม่ทันกาลกับวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่จะเกิดขึ้นในรอบใหม่









