เนื่องจากผมเคยทำงานเกี่ยวกับประเทศในย่านตะวันออกกลาง จึงมีผู้ถามบ่อยครั้งว่ามองเหตุการณ์ที่นั่นอย่างไร
คำถามนี้ตอบยากเนื่องจากอาจมองได้จากหลายแง่มุม ทั้งนี้เพราะเหตุการณ์ในย่านนั้นสืบต่อกันมานับพันปีและมีความสลับซับซ้อนสูงมากเนื่องจากกลุ่มที่รบราฆ่าฟันกันอยู่ในปัจจุบันมีมากทำให้ยากแก่การแยกแยะว่าใครเป็นใครสำหรับคนไทย ผมเสนอให้ใส่ใจเป็นพิเศษกับด้านการพัฒนาและการใช้ทรัพยากรของสังคมมนุษย์โดยการมองไปที่รากเหง้าของเหตุปัจจัยซึ่งทำให้เกิดเหตุการณ์ในย่านนั้นต่อเนื่องกันมาหลายพันปี รากเหง้าของเหตุปัจจัยได้แก่การแย่งชิงทรัพยากร
ในปัจจุบันเมื่อเอ่ยถึงย่านตะวันนอกกลาง มโนภาพของคนส่วนใหญ่มักพุ่งไปที่น้ำมันปิโตรเลียม ทะเลทรายและสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่อารยธรรมโบราณทิ้งไว้ อาทิเช่น พีระมิดในขณะเดียวกันไม่ค่อยมีใครตระหนักว่าย้อนไปหลายพันปีย่านนั้นยังไม่ได้ค้นพบน้ำมัน แต่มีความอุดมสมบูรณ์จนเรียกกันว่าเป็น “เสี้ยวจันทร์อันอุดม” (Fertile Crescent) เพราะมีทั้งป่าไม้ สายน้ำและดินฟ้าอากาศที่เหมาะแก่การเจริญเติบโตของพืชและสัตว์นานาชนิด ความอุดมสมบูรณ์นั้นนำไปสู่การพบวิธีปลูกพืชเช่นข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์ ตามด้วยวิธีเลี้ยงสัตว์ เช่นแพะและวัวเมื่อราว 9,000 ปีที่ผ่านมา การพบนั้นเป็นฐานของเทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้เกิดเกษตรกรรมซึ่งนำไปสู่การผลิตอาหารได้มากกว่าการแสวงหาของป่าและการล่าสัตว์อันเป็นวิธีที่มนุษย์เราผลิตอาหารมาก่อน
ผลพวงสำคัญของการผลิตอาหารได้มาก คือการตั้งบ้านเรือนถาวรแทนการเร่ร่อนไปตามฤดูกาล และการเพิ่มขึ้นของประชากรอย่างรวดเร็วซึ่งส่วนหนึ่งมีเวลาค้นหาสิ่งใหม่ๆ ทำให้เกิดวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนำสมัย สิ่งเหล่านั้นเป็นฐานของวิวัฒนาการอันเป็นความความก้าวหน้า หรือการพัฒนาที่ปรากฏออกมาในรูปของอารยธรรมต่างๆ รวมทั้งบาบิโลนและอียิปต์
อารยธรรมหรือความก้าวหน้าทั้งหลายต้องใช้ทรัพยากร เราอาจมองว่าการใช้ทรัพยากรนั้นเป็นมุมกลับ หรือเหรียญหน้าที่สองของอารยธรรม และความก้าวหน้าหรือการพัฒนาก็ได้ นั่นหมายความว่า ยิ่งพัฒนามากเท่าไร ยิ่งต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้นเท่านั้น จากยุคโบราณเป็นต้นมา ความก้าวหน้าในด้านต่างๆ มิได้นำไปสู่การใช้ทรัพยากรเพื่อสนองความจำเป็นของมนุษย์เราเท่านั้น หากยังนำไปสู่การใช้เพื่อสนองตัณหาของเราอีกด้วย การอยู่กินอย่างสุรุ่ยสุร่ายและการสร้างอนุสาวรีย์ขนาดใหญ่ เช่นพีระมิดเป็นรูปแบบสำคัญของการสนองตัณหา ยิ่งกว่านั้น ยังมีการใช้เทคโนโลยีใหม่เพื่อสร้างอาวุธสำหรับใช้ทำลายล้างมนุษย์ด้วยกันเองเพิ่มขึ้นอยู่เสมอ ผมเสนอให้เรียกผลเสียทั้งหลายที่เกิดตามมานั้นว่า “คำสาปของเทคโนโลยี”
จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับการพัฒนานำไปสู่การตัดไม้ทำลายป่าและระบบนิเวศจนส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลร้ายแรงทำให้ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญและทะเลทรายรุกเข้าไปครอบคลุมพื้นที่ซึ่งเคยมีความอุดมสมบูรณ์ การเดินสวนทางกันระหว่างการเพิ่มขึ้นของประชากรกับการร่อยหรอลงของทรัพยากรนำไปสู่การแย่งชิงกันระหว่างกลุ่มชนต่างๆ จนเป็นสงครามที่นำไปสู่ความล่มสลายของอารยธรรมในย่านนั้น
แม้อารยธรรมจะล่มสลายไป แต่ประชาชนส่วนใหญ่รอดตายและต่อมายังขยายตัวเพิ่มขึ้น ประชาชนเหล่านั้นแย่งชิงทรัพยากรที่ร่อยหรอลงทุกวันรวมทั้งน้ำจืดด้วย การค้นพบน้ำมันทำให้ย่านนั้นเป็นที่ต้องการของมหาอำนาจทั้งหลาย พวกเขาจึงเข้าไปมีบทบาทสำคัญในการแย่งชิงทรัพยากรด้วย นั่นคือปัจจัยที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์เลวร้ายในย่านตะวันออกกลางในปัจจุบัน
ประเด็นที่น่าใส่ใจที่สุดของเหตุการณ์ในย่านตะวันออกกลาง ย่านนั้นเป็นเสมือนพิภพขนาดเล็กที่โลกปัจจุบันกำลังเดินตามทุกขั้นตอนกล่าวคือ ประชาการโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนขณะนี้โลกมีเกิน 7,000 ล้านคนแล้วโดยเฉลี่ยชาวโลกแต่ละคนต่างใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นทั้งเพื่อสนองความจำเป็นในการดำรงชีวิตและเพื่อสนองตัณหา ไม่ว่าจะเป็นความเป็นอยู่แบบหรูหราคือการสร้างโบสถ์และวิหารขนาดยักษ์แข่งกัน การตัดไม้ทำลายป่าพร้อมๆ กับทรัพยากรดิน น้ำและอากาศ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องยังผลให้ทรัพยากรลดลงและระบบนิเวศขาดสมดุลอย่างร้ายแรง ซึ่งแสดงออกมาทางปรากฏการณ์ต่าง ๆ รวมทั้งภาวะโลกร้อนและการคืบคลานของทะเลทรายเข้าไปทำลายพื้นที่เพาะปลูก ชนกลุ่มต่างๆ แย่งชิงทรัพยากรกันจนเกิดความขัดแย้งไปเกือบทั่วทุกหัวระแหงแล้ว
ทั้งที่มีบทเรียนให้เห็นเป็นที่ประจักษ์อย่างแจ้งชัดอยู่กับตา แต่ชาวโลกส่วนใหญ่มองไม่เห็นทุกสังคมยังมุ่งพัฒนา โดยไม่ตระหนักว่าสิ่งที่เรียกกันว่า “พัฒนา” นั้นมีมุมกลับ หรือคำสาปร้ายแรงแฝงอยู่ด้วย แนวโน้มจึงชี้ว่าอีกไม่ช้าไม่นานชาวโลกจะแย่งชิงทรัพยากรกันอย่างเข้มข้นจนเป็นสงครามอย่างแพร่หลาย ไม่ต่างกับสงครามที่เกิดขึ้นในย่านตะวันออกกลาง จนทำให้อารยธรรมโบราณทั้งหลายล่มสลายลง
เมืองไทยกำลังตกอยู่ในกระบวนการของขั้นตอนต่างๆ นั้นด้วย ประเด็นใหญ่สำหรับคนไทยได้แก่ เราจะออกจากกระบวนการที่จะนำไปสู่ความล่มสลายนั้นได้หรือไม่ ผมมองว่าได้หากเราเริ่มใช้กระบวนทัศน์ใหม่อันได้แก่หลักการพัฒนาแบบยั่งยืนเป็นฐานของการพัฒนาอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แทนการเดินตามแนวคิดของประเทศอื่น หลักการพัฒนาแบบยั่งยืนไม่ต้องไปหาที่ไหนเพราะมีอยู่ในเมืองไทยแล้ว และตอนนี้มีองค์กรต่างๆ พยายามนำเข้าสู่เวทีโลกรวมทั้งมูลนิธิมั่นพัฒนา ซึ่งเพิ่งพิมพ์หนังสือเล่มสำคัญออกมาชื่อ Thailand’s Sustainable Development Sourcebook
อย่างไรก็ดี เนื่องจากในขณะนี้รัฐบาลไทยไม่มีนโยบายอะไรที่มีสาระพอที่จะทำให้เมืองไทยพัฒนาไปสู่ความยั่งยืน เพราะยังมุ่งแต่จะกระตุ้นการใช้จ่าย จึงเป็นหน้าที่ของสามัญชนไทยที่จะต้องทำให้ชาวโลกดูเป็นตัวอย่าง สิ่งแรกที่เราทุกคนทำได้คือการไม่ทำตามการกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐบาลโดยการเริ่มลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นสำหรับดำเนินชีวิตลง








