แนวคิดสังคมแนวราบ เป็นแนวคิดเน้นการสร้างความเสมอภาคในสังคม ดูโดยหลักการและเมื่อเห็นถึงช่องว่างความรวยจน
ของสังคมไทยแล้ว แนวคิดสังคมแนวราบ น่าจะเป็นแนวคิดที่สำคัญในการทำให้สังคมมีความเข้มแข็งได้ อย่างไรก็ตาม โดยธรรมชาติของบุคคลและสังคมคือความแตกต่าง ดังนั้นการบริหารโดยเน้นความเสมอภาคกลับทำให้เกิดความไม่พอดีไม่พอเพียงเกิดขึ้นได้ ประเทศไทยของเรามีการบริหารการสาธารณสุขและการศึกษาโดยเน้นความเหมือนกันเท่ากันของทุกภาคส่วน
ผู้เขียนจึงเขียนบทความนี้อยากให้ผู้บริหารการสาธารณสุข และการศึกษา ลองพิจารณาดูว่า เพราะแนวคิดสังคมแนวราบใช่หรือไม่ทำให้เกิดโครงสร้างบริหารที่ผิดธรรมชาตินี้เพื่อหาทางแก้ไขที่ต้นตอนำไปสู่แนวทางการบริหารที่ถูกต้องกว่า ว่ากันว่าการพัฒนาใดๆ ก็ตาม หากเริ่มด้วยแนวทางที่ผิดแล้วความผิดพลาดก็จะเกิดขึ้นต่อเนื่องตามมาไม่สิ้นสุด เหมือนกับ “ถ้าเราติดกระดุมเม็ดแรกผิด เม็ดต่อไปมันก็ผิดหมด”
บริหารสาธารณสุข
การบริหารแบบสังคมแนวราบของระบบสาธารณสุขของไทย คือ การที่ สปสช. กำหนดแนวทางการดูแลผู้ป่วยและให้ยาแบบเดียวกันจากแหล่งเดียวกันทั่วประเทศ CAPD-first เป็นตัวอย่างที่เห็นชัด ในปัจจุบันผู้ป่วยไตวายได้รับการประคองชีวิตด้วยการล้างไตได้ 2 วิธี คือ 1.โดยการใส่น้ำยาทางช่องท้องที่บ้าน หรือ Continuous Ambulatory Peritoneal Dialysis (CAPD) และ 2.โดยการฟอกเลือดผ่านทางกระแสโลหิต หรือ Hemodialysis (HD) ในทางปฏิบัติทั้ง 2 วิธีเหมาะสมกับผู้ป่วยด้วยเงื่อนไขที่แตกต่างกัน การคัดเลือกผู้ป่วยที่เหมาะสมเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อผลสำเร็จในการรักษา การเกิดโรคแทรกซ้อนจากการรักษา รวมถึงอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยด้วย
CAPD-first เหมือนกับการบริหารตามแนวคิดสังคมแนวราบ เพราะผู้ป่วยไตวายทุกรายที่ใช้สิทธิ 30 บาทได้รับการรักษาแบบเสมอภาค (ด้วยวิธีเดียวกัน ด้วยน้ำยาจากบริษัทเดียวกัน และผู้จัดซื้อคนเดียวกัน) กล่าวคือผู้ป่วยได้รับการล้างไตด้วย CAPD โดยใช้น้ำยาที่ สปสช. จัดซื้อเท่านั้น เรียกว่า CAPD-first เคยมีรายงานอัตราการตายของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วย CAPD ของไทยสูงกว่าผู้ป่วยในต่างประเทศที่รักษาด้วยวิธีเดียวกัน ร่วมกับการติดเชื้อในช่องท้องของผู้ป่วยไทยน่าจะพบบ่อยเห็นได้จากการที่ สปสช. จ่ายค่ารักษาการติดเชื้อในช่องท้องให้แก่ รพ. ร่วมกับการรักษาด้วย CAPD-first ทุกเดือนทุกราย
เมื่อมีความเป็นห่วงพยายามทักท้วงให้หาทางแก้ไข เหตุผลสำคัญของ สปสช. ที่ใช้อ้างว่าเป็นอุปสรรคในการเปลี่ยนนโยบายคือ 1.ผู้ป่วยอยู่ห่างไกลโรงพยาบาลไม่สะดวกที่จะเดินทางมาโรงพยาบาล และ 2. โรงพยาบาลหลายแหล่งไม่สามารถทำการฟอกเลือดได้ ถ้าสังเกตให้ดีข้ออ้างทั้ง 2 ข้อนี้ใช้ไม่ได้กับ ผู้ที่สะดวกที่จะเดินทางมาโรงพยาบาล และโรงพยาบาลที่สามารถทำการฟอกเลือดได้ ดังนั้นผู้เขียนอยากขอให้ผู้อ่านช่วยวิเคราะห์ว่า เหตุใด สปสช. จึงมองข้ามข้อจำกัดของข้ออ้างนี้ เป็นเพราะ สปสช. ยึดมั่นในการให้บริการแบบเดียวตามแนวคิดสังคมแนวราบใช่หรือไม่
บริหารการศึกษา
เชื่อว่าผู้อ่านทุกท่านคงจะสามารถมองเห็นการบริหารแบบสังคมแนวราบของการศึกษาของไทย กล่าวคือ นักเรียนทุกคนใช้แบบเรียนเดียวกัน วิธีเรียนแบบเดียวกัน ใช้ข้อสอบและเกณฑ์เดียวกัน ในการบริหารจัดการและพัฒนาครูก็เช่นเดียวกัน เราคัดเลือก จัดการการสอน อบรมและประเมินด้วยวิธีเดียวกันทั้งประเทศ หนีไม่พ้นที่ผลผลิตของครู หรือ อนาคตของเยาวชนของไทยจะเหมือนกันทั่วประเทศ เชื่อหรือไม่ความเหมือนกันนี่แหละที่จะเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาประเทศ การสร้างคนโดยใช้แนวคิดสังคมแนวราบยังทำให้ลดโอกาสการสร้างคนไทยให้มีความสามารถที่หลากหลาย เพราะทุกๆคน เรียนด้วยวิธีเดียวกัน ตำราเล่มเดียวกัน เมื่อเรียนจบไม่เพียงแค่มีความสามารถเหมือนๆ กันแถมยังมีจุดมุ่งหมายในชีวิตเหมือนกันด้วย
การบริหารด้วยแนวคิดสังคมแนวราบนี้ลดทอนปัจจัยในการพัฒนาคนด้วยหลายเหตุผล
1) การเรียนการสอนแม้ในวิชาเดียวกันก็มีหลายวิธี และไม่มีวิธีใดได้ผลดีที่สุด
2) ทรัพยากรที่ใช้ส่งเสริมการเรียนรู้มีไม่เหมือนกัน
3) บริบททางสังคมและความเป็นปัจเจกทำให้ความสำคัญของเนื้อหาที่เรียนสำหรับนักเรียนแต่ละคนไม่เท่ากัน
การบริหารด้วยแนวคิดสังคมแนวราบทำให้สามารถสร้างคนได้เฉพาะคนที่มีความถนัดและอยู่ในสิ่งแวดล้อมตามที่แบบเรียนกำหนดเท่านั้น หมายความว่าเราลดโอกาสคนส่วนใหญ่ที่อยู่นอกกรอบทั้ง 3 ที่แบบเรียนกำหนดไว้โดยไม่รู้ตัว
เหตุของปัญหาและทางออก
เหตุของปัญหาการบริหารด้วยแนวคิดสังคมแนวราบคล้ายปัญหาที่เกิดจากการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ กล่าวคือรัฐเป็นผู้จัดหาทุกอย่างแล้วส่งให้ประชาชนทุกๆ คนเหมือนกันอย่างเสมอภาค การบริหารแบบนี้มีปัญหาจาก 2 เหตุผลคือ
1) ความต้องการหรือปัญหาของแต่ละคนแต่ละสังคมไม่เหมือนกัน
2) ผู้ปกครองไม่รู้ความต้องการหรือปัญหาของแต่ละคนแต่ละสังคมนั้นๆ
ในทางกลับกันผู้ที่ได้เรียนรู้ความต้องการหรือปัญหาถึงจะเป็นผู้รู้ถึงความพอดีและพอเพียงในปัญหาหรือความต้องการนั้นๆ ในทางการสาธารณสุข แพทย์ย่อมมีโอกาสรู้ดีกว่าผู้อื่นว่าการรักษาด้วยวิธีใดเหมาะกับผู้ป่วยในชุมชนที่ตนเองรักษา ในทางการศึกษา ครูย่อมมีโอกาสรู้ดีกว่าผู้อื่นว่าเด็กนักเรียนของตนควรเรียนอะไรและอย่างไร ดังนั้นแนวทางการบริหารทั้งการรักษาผู้ป่วยและการศึกษาของเยาวชนไทยว่าควรจะเป็นอย่างไร แพทย์และครูควรจะมีส่วนร่วมโดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางการปฏิบัติ
ในความต้องการและปัญหามีหลายมิติ มีหลายระดับ ท้ายที่สุดเราต้องการสังคมที่สมดุลและพัฒนาได้อย่างยั่งยืน การจะทำให้เกิดอย่างนี้ได้การทำงานของแต่ละหน่วยงานควรจะต้องสามารถส่งเสริมและเกื้อหนุนซึ่งกันและกันได้ ผู้บริหารส่วนกลางและนักวิชาการก็มีความสำคัญในการติดตาม ดูแล ภาพรวมของระบบ รักษามาตรฐาน และส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อความเป็นอยู่ที่ พอเพียงของสังคมไทยในอนาคต
-----------------------
ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์ อภิวัฒน์ มุทิรางกูร
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติด้านการแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นของไทย






