ผ่านไป 2 เดือนสำหรับปี 2559 อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
ยังมีตัวเลขที่ไม่ดีนัก ข้อมูลจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า เดือน ก.พ.ยอดขายรถ 5.7 หมื่นคัน ตกลงจากเดือนเดียวกันปีที่แล้ว 10.7% ซึ่งเป็นผลพวงจากภาวะเศรษฐกิจ ราคาสินค้าเกษตร การลงทุนภาคเอกชนยังชะลอตัว เพราะการนำเข้าวัตถุดิบยังคงลดลง และผลกระทบจากการเร่งซื้อรถยนต์เมื่อปลายปีที่แล้ว รวมถึงสถาบันการเงินที่ยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ
อย่างไรก็ตามยังมีสัญญาณดีเล็กๆ เกิดขึ้น คือยอดขายเดือน ก.พ.นั้นสูงกว่า เดือน ม.ค.ที่ทำได้ 5.1 หมื่นคัน ซึ่งอาจจะบ่งบอกถึงอาการช็อคจากภาษีใหม่เริ่มหายไป เพราะเอาเข้าจริงแล้วที่เกรงๆกันว่าราคารถหลังปรับภาษีสรรพสามิตใหม่จะแพงขึ้นมาก ท้ายที่สุดแล้วบางรุ่นก็ไม่ได้ปรับ บางรุ่นก็ปรับไม่มากนัก ต่างจากข่าวช่วงปลายปีที่แล้วที่พูดกันถึงราคาใหม่ว่าจะเพิ่มหลายหมื่น หลายแสน ไปจนถึงหลักล้านบาท สร้างความแตกตื่นไม่น้อยทีเดียว
ข่าวที่ว่ามาจากหลายสาย ทั้งจาการวิเคราะห์ คาดการณ์กันเองบ้าง หรือแม้แต่ข่าวที่ออกมาจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ซึ่งก็คงจะไม่ผิด เพราะเขาว่ากันตามหลักทฤษฎี แต่ว่าภาคปฏิบัติมันมีองค์ประกอบอีกหลายอย่าง ซึ่งตลาดรถยนต์ที่ยังซึมใครที่คิดจะเพิ่มราคาหลักแสนหลักล้าน ก็คงต้องคิดกันนาน สู้ไปคิดหาวิธีการลดต้นทุนยังง่ายกว่า
และเมื่อรวม 2 เดือน ยอดขายรถยนต์รวม 1.08 แสนคัน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 11.9% ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ใกล้เคียงกับที่ค่ายรถประเมินตลาดปีนี้ไว้คือ จะหดตัวประมาณ 10%
แม้ว่าต้นปียอดขายจะหดตัวลง และหากรักษาอัตราถดถอยได้เท่านี้ ไม่แย่ลง ก็คงไม่มีผลกระทบอาจจะไม่รุนแรงมากนัก เพราะว่าผู้ประกอบการประเมินตัวเลขในระดับที่ใกล้เคียงกันอยู่แล้ว การบริหารจัดการก็อยู่บนพื้นฐานตัวเลขการขาย 7.1-7.2 แสนคัน (ปี 2558 ขาย 7.99 แสนคัน)
ประเมินต่ำ ขายต่ำ ดีกว่าประเมินสูงแล้วขายได้น้อย เพราะผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยืนยันในทิศทางเดียวกันว่า ปัญหาใหญ่ของการทำตลาดคือสต็อก ถ้าสต็อกบวมเมื่อไร ความยุ่งยากจะเกิดขึ้นทันที
ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมช่วงนี้รถบางรุ่นที่ขายดี จึงยอมที่จะปล่อยให้ลูกค้าต้องรอรับรถกันหลายเดือน แม้จะกลัวใจลูกค้าชาวไทยที่บางคนอาจจะหงุดหงิดง่าย เปลี่ยนใจ เปลี่ยนรถได้ง่ายเช่นกัน เพราะประเมินในภาพรวมแล้ว ขอแบบปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า
ม่ีอีกตัวเลขหนึ่งที่น่าสนใจ และอาจจะทำให้เกิดความกังวลได้ ก็คือ ตัวเลขส่งออก เพราะเป็นที่รู้กันว่าหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงปีที่แล้วที่สถานการณ์ส่งออกโดยรวมของไทยไม่ดี ยอดติดลบ ก็มีอุตสาหกรรมยานยนต์นี่แหละที่ฝ่าด่านสร้างตัวเลขในแดนบวกได้ และมีผลทำให้ค่าเฉลี่ยการส่งออกของไทยไม่เลวร้ายจนเกินไป
แต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา การส่งออกรถยนต์ติดลบ มียอด 1.04 แสนคัน ลดลงจากเดือนเดียวกันปีที่แล้ว 3.2% และเมื่อรวม ม.ค.-ก.พ. ส่งออกรวม 1.98 แสนคัน ลดลง 1.09% โดยเหตุผลที่กลุ่มฯ บอกมาก็คือการส่งออกอีโค คาร์ ทำได้น้อยกว่าปีที่แล้ว ซึ่งแน่นอนว่าสถานการณ์เศรษฐกิจของหลายๆ ประเทศก็คงมีผลเช่นกัน
แต่หากมองในมุมบวกกันบ้างจะพบว่า ขณะที่ยอดส่งออกเป็นจำนวนคันที่ลดลง แต่ในแง่มูลค่ากลับเพิ่มขึ้น โดยเดือน ก.พ.มียอดรวม 5.56 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้ว 14.43% รวม 2 เดือน 1.06 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.32%
มูลค่าที่เพิ่มขึ้นมาจากการขยับไปส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าสูงกว่า เช่น ปิกอัพ และพีพีวี ซึ่งมีรถรุ่นใหม่ๆ เปิดตัวในช่วงปีที่ผ่านมาจำนวนมาก
อย่างไรก็ตามการส่งออก ปัจจัยสำคัญที่สุด คือ เศรษฐกิจโลก เพราะประเทศลูกค้าต่างๆ จะมีคำสั่งซื้อมากน้อยอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจในประเทศที่อิงกับเศรษฐกิจโลกเช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายคนจับตาดูอยู่ แม้ว่ามูลค่าส่งออกยังคงเติบโตก็ตาม
แต่ระยะยาว หลายคนก็เชื่อว่าส่งออกรถยนต์ของไทยยังจะเดินหน้าไปได้ เพราะแม้บางตลาดจะซบเซา เช่น ยุโรป หรือตะวันออกกลางที่มีทั้งปัญหาความขัดแย้ง และรายได้จากราคาน้ำมันที่ลดลง แต่เวลาเดียวกันบางตลาดก็ดีขึ้น เช่น เอเชีย และ อเมริกา
รวมถึงออสเตรเลีย ที่ไม่ได้มองแค่ตลาดในวันนี้ แต่เล็งไปถึงอนาคต หลังจากค่ายรถค่ายสุดท้า่ยถอนการลงทุนออกจากประเทศนี้ ปิดฉากฐานการผลิตรถยนต์อย่างสิ้นเชิง และต้องหันไปนำเข้าแทนเท่านั้น






