Co-working Space สถานที่แบ่งปันความคิดและการทำงานร่วมกันของกลุ่มผู้ใช้บริการ ถือเป็นธุรกิจที่กำลังได้รับความสนใจและเป็นที่นิยมในยุคนี้
Co-working Space ถือเป็นธุรกิจที่กำลังได้รับความสนใจและเป็นที่นิยมในกลุ่มนักธุรกิจและ Startup เป็นจำนวนมาก ซึ่งหนึ่งใน Co-working Space ที่น่าสนใจคือ Room 111 ไอเดียธุรกิจของ “คุณชัยรัตน์ ตันตสิรินทร์ “หรือ คุณตั้ม
คุณตั้มเล่าถึงจุดเริ่มต้นในธุรกิจนี้ว่า เดิมเขาเปิดบริษัท Digital Agency ขนาดเล็ก มีหุ้นส่วนด้วยกัน 3 คน ซึ่งเมื่อธุรกิจโฆษณาประสบความสำเร็จ จึงย้อนมาคิดว่า ในตอนที่เริ่มต้นทำธุรกิจนั้นตนเองประสบปัญหาหรือความยากลำบากอะไรบ้าง ก็ได้คำตอบว่าในตอนนั้นมีทั้งเรื่องของการหาออฟฟิศ ขั้นตอน หรือวิธีการในการดำเนินธุรกิจ แม้กระทั้งการบริหารจัดการธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ประกอบกับกระแสของธุรกิจ Co-working Space กำลังเป็นที่สนใจและรู้จักไปในวงกว้าง จึงมีความสนใจและคิดว่า ธุรกิจนี้น่าจะตอบโจทย์ปัญหาการเริ่มธุรกิจที่คุณตั้มเคยประสบได้
นั่นคือที่มาของแนวคิดอยากสร้างพื้นที่ทำงานขนาดเล็กให้เหมาะสมกับการทำงานและสามารถช่วยสร้างธุรกิจให้กับผู้เริ่มต้น จนกระทั่งได้มาพบกับตึกที่ตั้งอยู่บริเวณบีทีเอสช่องนนทรี ซึ่งเคยเป็นสำนักงานสินเชื่อมาก่อน คุณตั้มเลยมองเห็นโอกาสและเริ่มต้นธุรกิจ Co-working Space ของตัวเองขึ้นมาหลังจากนั้น
ที่ Room 111 เขาออกแบบ Co-working Space ให้มีบรรยากาศที่เรียบง่าย สะอาด และทันสมัย เหมาะกับการสร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน ลักษณะของอาคารเป็นตึก 4 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 800 ตร.ม. สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีให้ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องของพื้นที่ในการทำงาน โต๊ะ เก้าอี้ และชั้นเก็บของมากกว่า มีการออกแบบให้พื้นที่ใช้งานส่วนใหญ่เป็นลักษณะของออฟฟิศส่วนตัว เพราะพฤติกรรมของคนไทยโดยส่วนใหญ่จะชอบความเป็นส่วนตัวในการทำงาน ไม่จำเป็นจะต้องพูดคุยหรือสร้างความสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าสักเท่าไร
สำหรับการคิดค่าบริการนั้นจะมีความคล้ายคลึงกับผู้ประกอบการรายอื่น แต่จะพิเศษตรงที่ผู้ใช้บริการสามารถเลือกจ่ายแบบ Prepaid Package คือ การจ่ายค่าใช้บริการล่วงหน้า โดยแต่ละแพ็คเกจจะกำหนดจำนวนครั้งที่ผู้ใช้บริการสามารถมาใช้บริการได้ ซึ่งวิธีดังกล่าวนี้จะทำให้ค่าใช้บริการไม่สูงมากนัก และสามารถปรับเปลี่ยนการใช้บริการให้ตรงกับความต้องการและ Lifestyle ของแต่ละคนได้มากกว่า เนื่องจากผู้ใช้บริการบางส่วนไม่ได้มาใช้บริการทุกวัน
คุณตั้มวางแผนการพัฒนาในอนาคตว่าจะสร้างธุรกิจ Co-Working Space ให้กลายเป็น Community โดยมีส่วนประกอบทั้งหมด 4 ส่วนด้วยกัน หนึ่งคือพื้นที่ Co-working Space ส่วนที่สองคือ Business Clinic ซึ่งในส่วนนี้ผู้เริ่มต้นทำธุรกิจสามารถเข้ามาขอรับคำปรึกษาในเรื่องของแนวทางและวิธีการในการดำเนินธุรกิจได้ ส่วนที่สามคือ Hostel ซึ่งเป็นส่วนที่มีแผนจะเปิดให้บริการเร็วๆ นี้ เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวและทำงานในกรุงเทพฯ และส่วนสุดท้ายคือ Café ในส่วนนี้จะมีกาแฟ เครื่องดื่ม และเบเกอรี่ไว้คอยบริการ เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าทั่วไปที่ต้องการพักผ่อนจากการทำงาน โดยลักษณะและรูปแบบของ Café จะเป็นแบบเรียบง่าย ให้ความรู้สึกอบอุ่นในบรรยากาศสบายๆ เน้นให้ทุกคนได้พบปะพูดคุยกับบุคคลที่อยู่ตรงหน้า
สำหรับแนวโน้มของธุรกิจนี้ คุณตั้มบอกว่า ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจด้วย คือหากเศรษฐกิจดีผู้คนก็จะหันมาลงทุนและทำธุรกิจมากขึ้น ผู้ใช้บริการก็จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ในทางกลับกันหากเศรษฐกิจไม่ดี การลงทุนและธุรกิจใหม่ๆ ก็จะมีน้อย ผู้ใช้บริการก็จะลดลง ซึ่งนี่ถือเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อภาพรวมของธุรกิจ Co-working Space
เขายังบอกอีกว่า ธุรกิจ Co-working Space เป็นธุรกิจที่เน้น “ประสบการณ์” ของผู้ใช้บริการเป็นหลัก ดังนั้นการสร้างประสบการณ์ที่ดีและความประทับให้กับผู้ใช้บริการจึงเป็นสิ่งสำคัญ ผู้ประกอบการจึงต้องให้ความสำคัญกับการจัดการธุรกิจ ทั้งในด้านของบุคลากรที่ต้องให้มีคุณภาพ กระบวนการทำงานที่ต้องมีระเบียบแบบแผน พร้อมทั้งจะต้องสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของร้านขึ้นมาให้ได้ เนื่องจาก “ภาพลักษณ์” ยังเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนไทย
จากกรณีศึกษาของ Room 111 สะท้อนว่า ธุรกิจ Co-working Space นั้นไม่ใช่เป็นเพียงแค่การสร้างสถานที่ทำงานที่มี Concept ที่ชัดเจน หรือมีการตกแต่งร้านที่สวยงามเท่านั้น หากทว่าคุณค่าของมันอยู่ที่การพัฒนาบริการตาม Customer journey ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยให้ Business model ของธุรกิจหลักประสบความสำเร็จมากขึ้นได้
(เครดิต : การสัมภาษณ์และกรณีศึกษาโดย คุณกฤษฎา เหล็กเพ็ชร์ นักศึกษาปริญญาโทสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล)









