นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บอกกับนักข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลว่า หากกรรมการร่างรัฐธรรมมนูญ (กรธ.) ไม่รับฟังข้อเสนอคสช. ท่านก็จะส่งข้อเสนอไปใหม่ จนกว่าจะพิจารณา และหากร่างออกมาไม่ดี ก็ให้ร่างใหม่
นับเป็นเดดล็อกรัฐธรรมนูญกันเลยทีเดียว เพราะข้อเสนอที่พูดถึงเวลานี้คือ ประเด็นที่มานายกรัฐมนตรี
วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ชี้แจงสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ ต่อสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) พร้อมรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกทั้ง 2 สภา
สำหรับที่มานายกรัฐมนตรี ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ ว่า กรธ.เปิดช่องให้นายกรัฐมนตรี มาจากคนนอก ไม่กำหนดว่าต้องเป็น ส.ส.
ประธาน กรธ. บอกว่า คนที่จะเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี คือพรรคการเมือง ดังนั้น ถ้าพรรคการเมืองกังวลว่า คนที่ไม่ได้เป็น ส.ส. จะเข้ามาเป็นนายกฯ ก็ให้แต่ละพรรคไปตั้งกฎกติกากันเอง
ความหมายคือ ฝ่ายการเมืองไปตกลงกันเอง
รวมถึงกรณีที่สงสัยว่า พรรคเล็กจะเสนอชื่อนายกฯ คนนอกนั้น ก็ได้เขียนไว้แล้วว่า พรรคที่จะเสนอชื่อนายกฯ ให้รัฐสภาพิจารณาได้ ต้องมี ส.ส. ไม่น้อยกว่า 5% หรือไม่น้อยกว่า 25 คน ซึ่งไม่ใช่พรรคเล็กแต่เป็นพรรคขนาดกลาง
‘มีชัย’ ให้เหตุผลที่ กรธ.ไม่เขียนห้ามผู้ไม่ได้เป็น ส.ส. มาเป็นนายกรัฐมนตรีไว้เลยนั้น ก็เพราะในวันที่พรรคการเมืองเสนอชื่อนายกฯ การเลือกตั้งยังไม่เกิดขึ้น จึงไปเขียนบังคับไม่ได้เพราะยังไม่รู้ว่าผู้ที่ถูกเสนอชื่อจะได้เป็น ส.ส. หรือไม่
นัยว่ายังไม่เห็นกระรอกอย่าเพิ่งโก่งหน้าไม้
คราวนี้มาว่ากันถึงหนังสือความเห็นต่อการปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลงนามโดย พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ.ในฐานะเลขาธิการ คสช. ซึ่งมีอยู่หลายประเด็น
หนึ่งในประเด็นข้อเสนอที่สำคัญ คือ การขอให้มีการงดเว้นการบังคับใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการให้พรรคการเมือง ต้องเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสมจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้ไม่เกิน 3 คน ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ในระหว่างการรับสมัครรับเลือกตั้ง
ต่อกรณีนี้ในกรธ.ยังไม่ตกผลึก โดยที่ประชุมกรธ. อดีตกกต. ‘อภิชาต สุขัคคานนท์’ ในฐานะประธานอนุฯ โครงสร้างฝ่ายบริหาร กรธ.ได้เสนอความคืบหน้าการศึกษาในประเด็นที่มาของนายกฯ และ ครม. ซึ่งที่ประชุมเห็นควรให้มีนายกฯ ในระบบรัฐสภา นายกฯ ต้องมาจากการลงมติของ ส.ส.เท่านั้น และอาจเป็น ส.ส.หรือไม่เป็น ส.ส.ก็ได้
กรธ.ถกกันมากว่า ยังไม่มีหลักประกันจะมีวิกฤติทางการเมือง เหมือนสถานการณ์ก่อนการเกิดรัฐประหาร หรือไม่ จึงจำเป็นต้องเปิดช่องไว้ เพราะที่ผ่านมาปิดช่องไว้จนไปต่อไม่ได้
การเขียนรัฐธรรมนูญหนนี้ อาจไม่มีบทบัญญัติ มาตรา 7 อีกแล้ว เพื่อไม่ให้เกิดการนำมาใช้เรียกร้องนายกฯ พระราชทาน
ก่อนหน้านี้ 7 มีนาคม ‘มีชัย’ ตัดสินใจและกลายเป็นปรากฏการณ์ร้อนในทางการเมืองขึ้นมาทันที ภายหลัง ‘มีชัย’ ไม่เดินทางไปประชุมร่วมกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.)สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) และ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)
‘มีชัย’บอกเหตุผลในวันนั้นว่า กรธ.ไม่ได้รับเชิญ กรธ.จึงไม่ได้ส่งใครไปร่วมประชุม ไม่ใช่เพราะ กรธ.หารือนอกรอบกับ ครม.ก่อนหน้านี้แล้ว และหากตนเข้าร่วมประชุมกลัวว่าจะถูกผูกมัด หากจะสั่งก็สั่งได้ แต่สั่งแล้วจะฟังหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับเหตุผล
‘หากที่ประชุมแม่น้ำ 5 สายมีมติใดๆ ออกมาคงมีหนังสือมาถึงเอง หากมติของเขาผิดไปจากหลักการที่ กรธ.วางไว้ ก็ต้องนำเหตุผลมาพิจารณา’ มีชัย ระบุ
‘มีชัย’บอกไม่อยากให้ใครมองว่าเขียนรัฐธรรมนูญตามใบสั่ง แต่หนังสือความเห็นคสช. เรื่องนายกฯ คนนอก กรธ.จะชิ่งออกทางไหน
คำพูดนายกฯ บอกว่า กรธ.เขียนให้ไม่ได้ก็จะเสนอใหม่ เสนอแล้วยังไม่เขียน ก็ล้มกระดานเริ่มต้นเขียนรัฐธรรมนูญใหม่






