เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
จัดงานในโอกาส “ครบรอบ100 ปี ชาตกาล ศ.ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์” ซึ่งถือเป็นบุคคลสำคัญของสังคมไทย ที่ช่วยวางรากฐานให้กับสังคมไทยมากมายหลายด้าน โดยในช่วงหลังธปท.จัดงานรำลึกถึง“ดร.ป๋วย”ทุกปี ซึ่งในปีนี้มีลักษณะพิเศษกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากการกล่าวถึงแนวความคิดของดร.ป๋วยในหลายประเด็น โดยเฉพาะในเรื่องของการบริหารและดูแลนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่ง “จิตวิญญาณของความเป็นป๋วย”ยังคงเป็นเรื่องที่กล่าวถึงกันไปอีกนาน
บทบาทของดร.ป๋วย คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่ามีมากแค่ไหนสำหรับสังคมไทย แต่ประเด็นน่าสนใจอยู่ที่การเน้นหัวข้อที่มีการหยิบยกมากล่าวถึงในแต่ละปี โดยปีนี้มีการเน้นถึงหลักการบริหารนโยบายเศรษฐกิจของดร.ป๋วย ซึ่งถือเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับการบริหารนโยบายการเงินและเศรษฐกิจของประเทศ ตั้งแต่เรื่องหลักการทำงาน จนถึงแนวทางการกำหนดนโยบายสำหรับสังคมไทย แม้ว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่มีการกล่าวถึงกัน แต่การเน้นย้ำในช่วงหลายปีมานี้ชี้ให้เห็นว่าสังคมไทยกำลังเผชิญกับปัญหาอะไร
ปัญหาปัจจุบันของสังคมไทยที่มีการหยิบยกกันมาก คือ เรื่องหลักธรรมาภิบาลในการบริหารนโยบายสำคัญของประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่ที่เกิดขึ้นมานาน เพียงแต่ขนาดของปัญหาใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนมีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ ทั้งในภาคประชาชนและรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ แต่เนื่องจากปัญหาดังกล่าวเป็นระดับโครงสร้างที่มีมานานทุกระดับทุกองค์กร จึงไม่ถือว่าเป็นเรื่องง่ายนักที่จะแก้ไขได้โดยเร็ว ดังนั้นประเด็นการบริหารนโยบายระดับประเทศของดร.ป๋วย จึงถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นแบบอย่างทุกปี
แต่บทบาทของดร.ป๋วย ไม่มีเพียงแค่เรื่องการวางรากฐานสำคัญ ด้านเศรษฐกิจของประเทศเท่านั้น ยังมีบทบาทด้านอื่น ทั้งเรื่องการศึกษา การพัฒนาชนบทและที่สำคัญแนวคิดทางการเมืองของดร.ป๋วย ซึ่งหากติดตามข้อคิดต่างๆของดร.ป๋วยจะเห็นได้ว่ารากฐานความคิดทางสังคมการเมืองของดร.ป๋วยคือยึดหลักเพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะผู้เสียเปรียบในสังคม หากเป็นงานด้านการศึกษาก็มุ่งไปที่หลักคิดนี้ หากเป็นนโยบายเศรษฐกิจสำคัญก็มุ่งไปที่ประชาชนส่วนใหญ่และผู้เสียเปรียบในสังคมเป็นสำคัญ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดทางการเมืองในเรื่อง“สันติประชาธรรม” ที่มักมีการกล่าวถึงกันอยู่เสมอ ซึ่งพูดถึงกันว่าสังคมสันติประชาธรรมของดร.ป๋วยนั้น เป็นสังคมที่มีประชาธิปไตย มีการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี มีความยุติธรรม ซึ่งเป็นสังคมที่อยู่ร่วมกันด้วยสันติ ทั้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และมนุษย์กับธรรมชาติแวดล้อม แต่ก็น่าประหลาดใจอย่างมากที่แนวคิดดังกล่าวไม่ได้รับการกล่าวถึงเท่าที่ควร แต่กลับมาเน้นในเรื่องบทบาทของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยและผู้วางรากฐานให้กับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ดังนั้นไม่ว่าแบบอย่างของดร.ป๋วยจะมีการนำไปปฏิบัติกันจริงๆ มากน้อยแค่ไหน แต่สิ่งสะท้อนออกมาจากการจัดงานครั้งนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทยแสดงให้เห็นว่าสังคมไทยกำลังเผชิญกับปัญหาอะไร โดยเฉพาะในเรื่องการบริหารนโยบายด้านเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งผู้มีบทบาทสำคัญในเรื่องเหล่านี้จำเป็นต้องตอบคำถามสำคัญที่ดร.ป๋วยมองว่าเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ไม่ใช่เรื่องการยึดหลักการในบางเรื่องบางประเด็นเพื่อตอบคำถามของตัวเอง
เราเห็นว่าหัวใจสำคัญของแนวคิดทางสังคมการเมืองของดร.ป๋วยคือ “สันติประชาธรรม” ส่วนเรื่องอื่นเป็นเพียงวิธีการให้ไปถึงเป้าหมายเท่านั้น หากเราต้องการสืบทอด “จิตวิญญาณของความเป็นป๋วย” เราต้องวิพากษ์วิจารณ์อย่างจริงจังว่าอะไรคือสิ่งที่นำไปใช้ได้ แต่หากพิจารณาปัญหาที่เกิดขึ้น จะเห็นว่า “สังคมสันติประชาธรรม” ยังเป็นอุดมคติและเป็นประเด็นใหญ่ในสังคมไทยในปัจจุบัน รอเพียงผู้เข้ามาขับเคลื่อนหรือสานต่อไปเท่านั้น









