ขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กำลังจะออกมายลโฉม
ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ โดยจะเป็นร่างที่ต้องไปทำประชามติประชาชนทั่วประเทศ ก่อนจะรู้ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีการนำมาใช้หรือไม่ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วงเวลาเดียวกันได้เกิดการถกเถียงและโต้แย้งกันหลายประเด็น โดยเฉพาะประเด็นในร่างรัฐธรรมนูญขัดกับหลักประชาธิปไตย เนื่องจากมีหลายประเด็นในร่างรัฐธรรมนูญ ที่ทยอยออกมาให้สาธารณชนได้รับรู้ และเกิดการตั้งข้อสงสัยว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) จะสืบทอดอำนาจทางการเมืองต่อไปอีกระยะหนึ่ง
ประเด็นความขัดแย้งทางความคิด ต่อกฏกติกาทางการเมืองใหม่ ซึ่งไม่ว่าจะออกมาใช้ชั่วคราวหรือใช้ไปอีกนานหลายปี เป็นความขัดแย้งสองขั้วความคิด ระหว่างความจำเป็นต้องปฏิรูปประเทศในหลายด้าน โดยด้านการเมืองเป็นหนึ่งในเรื่องใหญ่ๆ ที่คสช.ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม กับเรื่องความต้องการกฏกติกาที่เป็นประชาธิปไตยโดยทันที หลังคสช.ลงจากอำนาจทางการเมือง เพราะเห็นว่าอนาคตของประเทศเป็นเรื่องของประชาชน ดังนั้นคสช.จึงไม่มีความชอบธรรมใดๆในการวางแผนอนาคตประเทศให้กับคนรุ่นต่อๆไป
จากการติดตามประเด็นข้อถกเถียงมานานนับเดือน และยังเชื่อว่าจะมีอยู่ต่อไปแม้จะได้รัฐธรรมนูญแล้ว นั่นคือประชาธิปไตยไทยจะเป็นแบบไหน ซึ่งประเด็นข้อถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญ ล้วนแต่วนเวียนในเรื่องของการเข้ามามีอำนาจทางการเมืองของบรรดานักการเมือง ทั้งฝ่ายที่พยายามจะผลักดันและฝ่ายคัดค้าน ประหนึ่งว่าประเทศจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่เป็นประชาธิปไตยอยู่ที่เรื่องกฏกติกาการเข้ามามีอำนาจการเมืองและบริหารประเทศ ทั้งๆที่ประเด็นเรื่องประชาธิปไตยมีเรื่องอื่นที่สำคัญๆอีกมากที่ถูกละเลย
แม้แต่การเคลื่อนไหวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีล่าสุด เราก็ไม่เห็นแนวคิดใดๆ เกี่ยวกับประชาธิปไตยที่นอกเหนือการถกเถียงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในขณะนี้ ต่างกันเพียงแค่ว่าใครเป็นคนพูดเท่านั้น ซึ่งในเมื่อข้อถกเถียงอยู่กับเรื่องใครได้ใครเสียของคนกลุ่มเดียว ทำให้หาทางออกไม่เจอ นอกจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ทั้งๆที่ประชาธิปไตยมีเรื่องอื่นๆ ที่มีความสำคัญและเป็นรากฐานของประชาธิปไตยที่ยั่งยืนอย่างมาก เช่นสิทธิของประชาชนที่เท่าเทียม เรื่องความเป็นธรรมในสังคมที่เคยเป็นประเด็นสำคัญมาก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม แต่ละกลุ่มดูเหมือนว่าจะอ้างประชาชน ทุกครั้งเมื่อมีการหยิบยกประเด็นต่อสู้ทางการเมืองของตนเอง ซึ่งหากย้อนกลับไปดูรัฐบาลในอดีต เราจะเห็นว่าการดำเนินนโยบายแทบไม่ต่างกันกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน กล่าวคือต่างมุ่งพัฒนาระบบเศรษฐกิจไปในแนวทางเดียวกันทั้งสิ้น ซึ่งหากใครที่คิดว่ารัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ จะนทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ดำเนินนโยบายด้านการพัฒนาประเทศใหม่ๆหลายด้าน ก็ถือว่าเป็นความเข้าใจผิดอย่างแรง เพราะทุกอย่างมีการพูดถึงและมีแผนเตรียมมาก่อนหน้านี้แล้ว
ความแตกต่างระหว่างรัฐบาลนี้กับรัฐบาลก่อนหน้านี้ คือการเร่งโครงการหรือนโยบายบางอย่างให้เดินหน้าอย่างรวดเร็วเท่านั้น ดังที่พล.อ.ประยุทธ์พูดหลายครั้งถึงรัฐบาลในอดีตว่า“ทำไมไม่ทำ” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแนวคิดในการพัฒนาไม่มีความแตกต่างกันมากนัก แม้แต่นโยบายประชารัฐ ซึ่งหากตัดชื่อเรียกขานนโยบายออกไปและมาดูเนื้อแท้จริงๆ ก็ไม่ต่างกับที่รัฐบาลก่อนหน้านั้นได้กระทำมาแล้ว นั่นชี้ให้เห็นว่าการต่อสู้ประชาธิปไตยแทบไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องอื่นๆ ในชีวิตของประชาชนเลย นอกจากใช้เป็นข้ออ้างเท่านั้น
ดังนั้น เมื่อประชาธิปไตยไทยยังวนเวียนอยู่กับคนในวงจำกัด ประเด็นข้อถกเถียงจึงวนเวียนอยู่กับการเข้ามามีอำนาจทางการเมือง โดยไม่มีประเด็นอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องมากนัก แม้จะมีคนอ้างว่าประเด็นนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของประชาธิปไตย แต่คำถามก็คือเป็นจริงเช่นนั้นหรือไม่ เราเห็นว่าตราบใดที่ข้อถกเถียงประชาธิปไตยยังวนเวียนในประเด็นนี้ ประชาธิปไตยไทยก็คงไม่สามารถก้าวพ้นความขัดแย้งที่เกิดจากคนกลุ่มหนึ่งได้ เราไม่อาจเทียบประชาธิปไตยกับประเทศอื่นๆ ได้เลยตราบใดที่เรายังไม่เข้าไปแก้ไขเรื่องอื่น นอกจากเรื่องอำนาจของนักการเมือง









