วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

“ฮิลลารี คลินตัน” ในความทรงจำ

เป็นไปได้สูงที่ปลายปีนี้ ฮิลลารี คลินตัน จะเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครตเข้าช่วงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐ

เธอจะชนะการเลือกตั้งหรือไม่ยังไกลเกินไปที่จะคาดเดา แต่นั่นไม่มีความสำคัญสำหรับบทความนี้ เนื่องจากผมจะเล่าเรื่องราวของฮิลลารีก่อนที่เธอจะผันตัวมาเป็นนักการเมือง ก่อนเขียนต่อไป ขอเรียนว่าการเขียนบทความนี้มิได้ต้องการที่จะสื่อว่า เธอสมควรจะชนะการเลือกตั้งครั้งหน้า หรือเห็นด้วยกับนโยบายต่างๆ ที่สหรัฐอาจนำมาใช้หากเธอได้เป็นประธานาธิบดี

ผมเรียนปริญญาตรีในช่วงเดียวกับฮิลลารีซึ่งเรียนอยู่ที่วิทยาลัยเวลล์สลีย์ในรัฐแมสซาชูเซตส์ แม้ผมจะเรียนอยู่คนละฟากประเทศกับเธอ แต่ในช่วงนั้นบริบทของสังคมอเมริกันเหมือนกันไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน กล่าวคือ คนหนุ่มสาวนับล้านต่อต้านการทำสงครามในเวียดนาม และการดำเนินชีวิตกระแสหลักของชาวอเมริกันอันได้แก่การมุ่งแสวงหาความร่ำรวยและการบริโภคแบบสุดโต่ง ในกระบวนการต่อต้านนั้นเกิดปรากฏการณ์อันเป็นการเคลื่อนไหวของเยาวชนที่มักรู้จักกันในนามของ “ฮิปปี้” เยาวชนกลุ่มนี้มีลักษณะโดดเด่นเป็นพิเศษที่มักแต่งกายด้วยเสื้อผ้าปอนๆ ไว้ผมยาว หนวดเครารุงรัง จำนวนมากสูบกัญชาและจำนวนหนึ่งติดยาเสพติดชนิดอื่น

ฮิลลารีมิได้เข้าร่วมกระบวนการฮิปปี้ แต่ในหลายๆ กรณีเธอมีแนวคิดและทำกิจกรรมแบบตรงข้ามกับการดำเนินชีวิตกระแสหลักของชาวอเมริกันโดยทั่วไปซึ่งผมนำมาเล่าไว้ในหนังสือชื่อ เสือ สิงห์ กระทิง แรด (ดาวน์โหลดได้ฟรีที่เว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนา www.bannareader.com) ความคิดและกิจกรรมของเธอซึ่งเป็นเรื่องราวที่เกรียวกราวมากที่สุดเกิดขึ้นในพิธีประสาทปริญญาที่เธอเป็นหนึ่งในบรรดาผู้รับ พิธีนั้นเชิญบุคคลสำคัญๆ มาร่วมรวมทั้งองค์ปาฐกซึ่งเป็นวุฒิสมาชิกในรัฐสภาของรัฐบาลกลาง เขามีความโดดเด่นเป็นพิเศษเพราะเป็นคนผิวดำที่มีความอาวุโสทางการเมืองสูงสุดในสหรัฐ และเป็นตัวแทนของรัฐแมสซาชูเซตส์ ในพิธี ฮิลลารี ขึ้นกล่าวปาฐกถาหลังวุฒิสมาชิกผู้นั้นในฐานะตัวแทนของนักศึกษาที่เข้ารับปริญญา เนื่องจากเธอเป็นหัวหน้าชั้นและเรียนจบด้วยคะแนนโดดเด่น ปาฐกถาของเธอสร้างความตระหนกตกใจให้กับผู้ใหญ่ในพิธีจนเป็นข่าวใหญ่ที่นิตยสาร Life นำไปตีแผ่

ฮิลลารีพูดสองอย่างที่สร้างความสั่นสะเทือนต่อผู้ฟังและสังคมอเมริกันนั่นคือ เธอเริ่มพูดด้วยการตอบโต้ปาฐกถาของวุฒิสมาชิกผู้นั้นว่าไม่มีแก่นสารสำหรับแก้ปัญหาของสังคม การตอบโต้นี้ไม่มีอยู่ในข้อคิดที่เธอเตรียมมา ในตอนลงท้าย เธอท้าทายและดูแคลนผู้ใหญ่ทั้งในและนอกที่นั้นด้วยการอ่านกลอนซึ่งตอนหนึ่งถอดความได้ว่า “ฉันก้าวออกนอกประตูไปสู่โลก ไม่เศร้าโศกห่วงใยหรือไร้หวัง หญิงงมงายชายโฉดจงโปรดฟัง คนล้าหลังโลกยุคใหม่ไม่ต้องการ”

จากนั้น ฮิลลารีไปเรียนต่อด้านกฎหมายที่มหาวิทยาลัยเยล หลังเรียนจบกฎหมายเธอมีโอกาสสูงมากที่จะสร้างความร่ำรวยด้วยการรับงานในสำนักงานกฎหมายใหญ่ๆ เช่นเดียวกับเพื่อนนักศึกษาที่จบจากมหาวิทยาลัยดังๆ เช่น เยล แต่เธอกลับไปรับตำแหน่งที่มีรายได้เพียงจำกัดในองค์กรเอกชนที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนเด็กโดยเฉพาะเด็กด้อยโอกาสพร้อมกับทำงานด้านสิทธิของสตรีต่อจากนั้น ฮิลลารีติดตามบิล คลินตัน ไปอยู่ในรัฐอาร์คันซอซึ่งยากจนที่สุดรัฐหนึ่งเพื่อสนับสนุนเขา เธอทำหน้าที่นั้นอยู่กว่า 20 ปีจึงเขียนหนังสือออกมาชื่อ It Takes a Village: And Other Lessons Children Teach Us (มีบทคัดย่อภาษาไทยอยู่ในเว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนา) หนังสือขายดีมากและฮิลลารีบริจาครายได้ให้แก่องค์กรการกุศล

หลังพิมพ์มา 20 ปี หนังสือเล่มนี้กลับมาเป็นที่กล่าวขวัญกันอีกครั้ง ทั้งนี้เพราะแนวโน้มบ่งว่าฮิลลารีอาจได้เป็นประธานาธิบดีสตรีคนแรกของสหรัฐ ผู้สนใจในที่มาและเนื้อหาของหนังสือมองกันไปต่างๆ นานาว่าฮิลลารีคิดอย่างไรในการเขียนหนังสือและแนวคิดนั้นจะมีผลต่อนโยบายอย่างไรหากเธอได้เป็นประธานาธิบดี ผมมองว่าในบรรดาแนวคิดทั้งหลาย สิ่งที่คนไทยน่าจะให้ความใส่ใจเป็นพิเศษได้แก่ต้นตอของแนวคิดที่เธอนำมาใช้เป็นชื่อหนังสือ นั่นคือ It takes a village to raise a child ประโยคนี้เป็นสุภาษิตของชาวแอฟริกันซึ่งคงแปลตรงๆ ว่า “ต้องใช้ทั้งหมู่บ้านในการเลี้ยงเด็ก” และอาจใช้ได้กับหลายบริบท สำหรับเมืองไทย ผมเห็นว่าบริบทของการศึกษาน่าจะเหมาะสมที่สุดเนื่องจากการศึกษาของไทยประสบปัญหาถึงกับบางคนประเมินว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

สำหรับผม ความล้มเหลวในด้านการศึกษาของไทยสะท้อนปัญหาในสังคมไทยโดยรวมซึ่งจะมองแบบแยกส่วนไม่ได้ ผมเคยเรียนวิชาครู แม้จะมิได้ประกอบอาชีพครู แต่มีโอกาสได้คลุกคลีกับวงการศึกษามาเกือบ 20 ปี ผมมีความประทับใจว่าเมื่อเอ่ยถึงการศึกษา แทบทุกคนมองว่าเป็นเรื่องของโรงเรียนอันเป็นการมองแบบแยกส่วนอีกระดับหนึ่งซึ่งผิดอย่างมหันต์ เนื่องจากการเรียนรู้เกิดขึ้นตลอดเวลาไม่ว่าจะที่ไหน

ฉะนั้น สมาชิกทุกคนในสังคมรอบด้าน หรือ“หมู่บ้าน” ดังที่อ้างถึงจึงมีบทบาทสำคัญในการให้การศึกษาแก่เยาวชนซึ่งมักทำตามต้นแบบ ในปัจจุบัน สังคมไทยมีต้นแบบที่เลวร้ายกระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกหัวระแหง ความเลวร้ายทั้งหลายมักเกิดจากรากเหง้าเดียวกัน นั่นคือ ความฉ้อฉลซึ่งมีอยู่ทั่วไปรวมทั้งในสถาบันการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการโกงเวลาและงบประมาณ หรือการทำงานเพียงเพื่อหวังสร้างภาพหรือขอไปที ด้วยเหตุนี้ ถ้าเราแก้ปัญหาความฉ้อฉลในสังคมไม่ได้ก็อย่าคิดว่าจะแก้ปัญหาในด้านการศึกษาสำเร็จ

ฮิลลารีมักคิดและทำอะไรออกไปนอกกรอบรอบๆ ตัวมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็ก ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เธอเป็นเช่นนั้นได้แก่วิธีการการเลี้ยงดูของพ่อแม่ การแก้ปัญหาการศึกษาของไทยคงต้องอาศัยการคิดและทำแบบนอกกรอบที่ทำกันมานมนานแล้วเช่นกัน อาทิเช่น ยุบกระทรวงศึกษาธิการพร้อมกับโยกข้าราชการส่วนใหญ่ที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนโดยตรงออก