วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่อ 'คนขับรถ' สวมบท 'ประธานาธิบดี'

วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ในสื่อโซเชียลมีประเด็นการเมืองเพื่อนบ้าน

 ว่าด้วยเรื่อง “คนขับรถ” จะเป็นประธานาธิบดีแห่งเมียนมาร์

หลังจากรัฐสภาเมียนมาร์ ได้เสนอชื่อ “รองประธานาธิบดี” 2 คนคือ อู ถิ่นจอ จากสภาผู้แทนฯ และ เฮนรี่ วันเทียว จากวุฒิสภา

อู ถิ่นจอ วัย 69 ปี เชื้อสายมอญ-พม่า ไม่ใช่ ส.ส. หรือ ส.ว. หากแต่เป็น “เพื่อนรัก” ของออง ซาน ซูจี

เฮนรี่ วันเทียว วัย 58 ปี เชื้อสายชิน เป็น ส.ส.พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD)

ตามรัฐธรรมนูญปี 2551 กระบวนการให้ได้มาซึ่งประธานาธิบดี จะมาจาก 3 ส่วนคือ สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และทหาร (ที่มีเสียงอยู่ในสภา 25 %) โดยรัฐสภา กำหนดโหวตไว้ในวันที่ 17-18 มี.ค.

ผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุด จะได้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดี และที่เหลือ จะดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานาธิบดี

แม้จะไม่ถึงวันลงมติ สื่อทุกสำนักในพม่า ก็ฟันธงว่า อู ถิ่นจอ จะก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ ภายใต้การชี้นำของ “ผู้มีบารมีเหนือพรรค” คือ ออง ซาน ซูจี

อู ถิ่นจอ เป็นบุตรชายของ พวด มิน ตู่ หวุ่น กวีที่มีชื่อเสียงในวงวรรณคดีพม่า และเคยเป็น ส.ส.พรรค NLD ยุคแรกๆ เขาหลงใหลการเขียนหนังสือเหมือนบิดา โดยมีผลงานเรื่อง “Ah ba Bawa Ah ba Ah Kyaung Ta Say Ta Saung” (About my father) ซึ่งเขาใช้นามแฝงว่า Dalaban

อู ถิ่นจอ เรียนจบปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง และเรียนต่อปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด โดยเป็น “เพื่อน” ร่วมสถาบันเดียวกันกับ ออง ซาน ซูจี

ด้วยเหตุที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือ “ซูจี” จึงไว้วางใจให้อู ถิ่นจอ เป็นคู่คิดคอยปรึกษาหาในทุกเรื่อง รวมถึงเป็น “คนขับรถ” พาเธอไปในทุกที่

ถ้อยวลี “คนขับรถ” จึงมาจากความสัมพันธ์พิเศษนี้ มิใช่สถานะของนายจ้างกับลูกจ้างทั่วไป

ก่อนหน้าที่ “ซูจี” จะเลือกเพื่อนรักเป็น “ตัวแทน” ในตำแหน่งประธานาธิบดี ได้มีการประลองกำลังกัน ระหว่าง ส.ส.พรรค NLD กับ “คณะทหาร” อยู่ระยะหนึ่ง กรณีการเสนอ “ระงับใช้มาตรา 59 (f)”

ดังที่ทราบกัน “ซูจี” มีสามีและบุตรชาย ถือสัญชาติอังกฤษ จึงติดขัดกฎหมายข้อที่ 59 (f) ห้ามคู่สมรสและบุตรถือสัญชาติอื่น เป็นประธานาธิบดี

“ซูจี” พยายามเจรจากับ “พล.อ.อาวุโส มิน อ่องหล่าย” ตัวแทนฝ่ายกองทัพถึง 3 ครั้ง เพื่อเปิดทางให้เธอสามารถดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี แต่ไม่เป็นผล

ส.ส.พรรค NLD ได้ออกรณรงค์ให้ระงับการใช้มาตรา 59 (f) แต่ก็เผชิญกับ “ม็อบจัดตั้ง” ของฝ่ายทหารที่ประกาศค้านการระงับมาตรา 59(f)

ในที่สุด พรรค NLD จึงเลือกใช้แผน “ประธานาธิบดีนอมินี” เพราะหากเดินหน้า “แตกหัก” อาจเกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง หลายฝ่ายกังวลว่า มันจะเป็นสาเหตุให้ทหารออกมายึดอำนาจอีกครั้ง

ขุนศึก “ตัน ฉ่วย” วางแผนลงจากหลังเสืออย่างมีจังหวะก้าว ตั้งแต่การเขียนรัฐธรรมนูญให้ “ทหาร” ยังมีที่นั่งอยู่ในสภาสูง และสภาล่าง อย่างละ 25%

“ขุนศึกไทย” ก็กำลังก้าวตามรอย “ขุนศึกพม่า” โดยต้องการให้มี ส.ว.สรรหาสูตรพิเศษ บรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

การคงอยู่ของอำนาจขุนศึกพม่า ทำให้ “ซูจี” ที่ชนะแบบแผ่นดินถล่ม ต้องถอยและหนุนเพื่อนคู่คิด และคนขับรถ ก้าวขึ้นเป็น “ประธานาธิบดีตัวแทน” ในช่วงเปลี่ยนผ่านและการปรองดอง

สถานการณ์การเมืองบนแผ่นดินเมียนมาร์ยามนี้ จึงไม่ต่างอะไรกับสงครามเย็น!!