ทุกหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ต่างตื่นตัวรับมือภัยแล้ง
ที่กำลังเป็นปัญหาหนักขึ้นๆ ทุกวัน นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์ภัยแล้งหลายพื้นที่ มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำมากขึ้น โดยปัจจุบันมีจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) จำนวน 14 จังหวัด 58 อำเภอ 276 ตำบล
รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สั่งการให้ ปภ.ประสานจังหวัดและหน่วยงานทุกภาคส่วนเร่งแก้ปัญหาภัยแล้ง โดยสำรวจปริมาณน้ำต้นทุนในพื้นที่ พร้อมประเมินและจัดระดับความรุนแรงของสถานการณ์ภัยแล้ง เพื่อกำหนดโซนนิ่งการช่วยเหลือ รวมถึงวางแผนและมาตรการรองรับ กรณีแหล่งน้ำดิบไม่เพียงพอต่อการผลิตน้ำประปาเพื่ออุปโภคบริโภค นอกจากนี้ให้จังหวัดใช้กลไก“ประชารัฐ”สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ ความจำเป็นในการควบคุมกิจกรรมการใช้น้ำของภาครัฐ จัดทำประชาคมกำหนดกติกาการใช้น้ำไว้ล่วงหน้า เพื่อจัดสรรการใช้น้ำอย่างเท่าเทียม ส่วนการลักลอบสูบน้ำ กั้นน้ำ และปัญหาแย่งน้ำของประชาชนในพื้นที่ให้ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 แก้ไข พร้อมรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้น้ำให้เหมาะสม
นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า สถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทั้งเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2558 ถึงปัจจุบัน ใช้น้ำไปแล้ว 2,118 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คงเหลือน้ำใช้การได้เฉพาะการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศ ไปจนถึงเดือน ก.ค.2559 ประมาณ 2,820 ล้านลบ.ม. โดยระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลัก มาใช้รวมกันประมาณวันละ 18 ล้านลบ.ม. หากทุกภาคส่วนร่วมกันใช้น้ำอย่างประหยัด ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่จะเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศ ไปจนถึงเดือน ก.ค. 2559
ขณะที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังการประชุมผู้บริหารกระทรวงว่า จากการติดตามสถานการณ์การปลูกข้าวของชาวนาในลุ่มน้ำเจ้าพระยาพบข้าวนาปี ไม่มีปัญหา เพราะเก็บเกี่ยวไปหมดแล้ว ส่วนนาปรังมีพื้นที่ปลูกในเขตลุ่มเจ้าพระยาประมาณ 3.05 ล้านไร่ เป็นนาปรังในเขตชลประทาน 1.98 ล้านไร่ และอีก 1.07 ล้านไร่ อยู่นอกเขตชลประทาน การทำนาปรังเก็บเกี่ยวไปแล้ว 9.4 แสนไร่ ส่วนที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวอีกกว่า 2 ล้านไร่ จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าจะมีนาปรังประมาณ 4 แสนไร่ ที่มีความเสี่ยงเรื่องน้ำในการเพาะปลูกนับจากนี้เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ได้มอบหมายนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวง จัดทำแผนที่จังหวัดทั่วประเทศ เน้นการใช้น้ำในระยะเวลา 10 ปี การใช้ดินเพื่อการเพาะปลูก และให้กรมวิชาการเกษตรร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตรเข้าไปช่วยซึ่งโครงการนี้จะต้องทำให้เสร็จภายในเดือน เม.ย.2559
การวางแผนใช้น้ำระยะยาว นับเป็นเรื่องที่ดี การบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอ ต่อการอุปโภคบริโภคล้วนเป็นสิ่งจำเป็นต้องเร่งทำ และการกระตุ้นจิตสำนึกการใช้น้ำต้องรณรงค์ต่อเนื่อง โดยกระทำแก่ทุกภาคส่วน ไม่ใช่เฉพาะเกษตรกร ชาวไร่ชาวนา เพราะทุกคนในสังคมล้วนแต่เป็นผู้ใช้น้ำด้วยกันทั้งสิ้น ทุกคนจึงต้องร่วมมือกันใช้น้ำอย่างมีคุณค่า เมื่อวิกฤตมาถึงผลกระทบย่อมตกอยู่แก่ทุกคนไม่เลือกหน้า






