เดือนธันวาคม เป็นเดือนแห่งการเฉลิมฉลอง
เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2558 เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของเมืองซานเบอนาดิโนแห่งรัฐแคลิฟอร์เนียจำนวน 70 กว่าคนจึงได้จัดงานปาร์ตี้ท่ามกลางบรรยากาศอันชื่นมื่น
ระหว่างงานปาร์ตี้กำลังดำเนินไปอย่างสนุกสนานนั้น พนักงานหนุ่มวัยยี่สิบปีเศษคนหนึ่งก็ได้ออกไปจากงาน เขากลับบ้านนำลูกน้อยวัย 7 เดือนไปฝากไว้กับแม่ยาย จากนั้นก็พาภรรยาสาวกลับมาที่งานปาร์ตี้ด้วยกัน แต่คราวนี้ไม่ได้มาเพื่อความสนุกสนานเพราะทั้งสองคนได้นำอาวุธปืนพร้อมกระสุน 1,600 นัด แล้วกราดยิงไปที่เพื่อนร่วมงานแบบไม่ยั้ง ท่ามกลางความสับสนอลหม่านและผู้คนที่วิ่งหลบหนีหรือหาที่กำบังหนีตาย
เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจแล้วก็ขับรถยนต์หนีไป อีก 4 นาทีต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจไปถึงสถานที่เกิดเหตุพบผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก นอกจากนั้น ยังพบระเบิดซ่อนไว้ในต้นคริสต์มาสเพื่อหวังทำร้ายเจ้าหน้าที่ที่มาตรวจสถานที่เกิดเหตุอีกด้วย และอีก 4 ชั่วโมงต่อมา เมื่อเจ้าหน้าที่ติดตามไปทันรถยนต์ของคนร้าย ทั้งสองคนก็ยิงต่อสู้ด้วยกระสุนปืนหลายร้อยนัด เจ้าหน้าที่จึงต้องวิสามัญทั้งสามีและภรรยา
ชายหนุ่มผู้ก่อเหตุได้สังหารเพื่อนร่วมงานของเขารวม 14 คน บาดเจ็บสาหัส 22 คนและบาดเจ็บอีกจำนวนมาก เขาเป็นคนสัญชาติอเมริกันโดยกำเนิด แต่มีเชื้อชาติปากีสถานและเพิ่งแต่งงานกับภรรยาสาวชาวปากีสถานได้ไม่นานนัก จากนั้นก็นำเธอไปอยู่ที่อเมริกา หลักฐานที่เจ้าหน้าที่ค้นพบระบุว่าผู้ก่อเหตุ เคยมีการ “ติดต่อ” กับผู้ก่อการร้าย
เรื่องราวอันน่าเศร้าสะเทือนใจครั้งนั้นไม่น่ามีอะไรเกี่ยวข้องกับบริษัทแอปเปิ้ล ได้เลยแต่ก็เพราะเจ้า“ไอโฟน” เพียงเครื่องเดียวเท่านั้นแหละ ที่ทำให้แอปเปิ้ลถูกโยงใยเข้าไปเกี่ยวข้องจนลามปามเป็นประเด็นระดับชาติ มาจนถึงวันนี้
เหตุก็เพราะเอฟบีไอ ได้รวบรวมหลักฐานและข้อมูลทุกชนิดเพื่อสืบสวนสอบสวนว่าผู้ก่อเหตุชาวอเมริกันรายนี้มีความโยงใยกับผู้ก่อการร้ายกลุ่มใดบ้างและแหล่งข้อมูลที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือข้อมูลในไอโฟนของคนร้าย แต่ก็ปรากฏว่าคนร้ายมีความรอบคอบพอและได้ทำลายไอโฟนของตนเองไปแล้วก่อนที่จะถูกวิสามัญ
อย่างไรก็ตาม คนร้ายยังมีไอโฟนอีกเครื่องหนึ่งที่หน่วยงานสาธารณสุขได้มอบให้เขาใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งยังไม่ถูกทำลาย แต่เอฟบีไอก็ไม่สามารถถอดรหัสเพื่อเข้าถึงข้อมูลได้ เอฟบีไอไม่กล้าที่จะเสี่ยงถอดรหัสเพราะถ้าทดลองหลายครั้งและไม่สำเร็จเมื่อถึงขั้นหนึ่งเครื่องก็จะถูกล็อค
เอฟบีไอ จึงได้ขอให้บริษัทแอปเปิ้ล ให้ความช่วยเหลือในการถอดรหัส ซึ่งเรื่องนี้ใครๆ ก็คงคิดว่าเป็นเรื่อง “ขี้ผง” สำหรับแอปเปิ้ล แต่ซีอีโอทิม คุ้ก กลับออกมาปฏิเสธอย่างเด็ดเดี่ยวว่าบริษัทเขา จะไม่ยอมทำเช่นนั้น สร้างความไม่พอใจให้เอฟบีไอและชาวอเมริกันจำนวนมาก แม้เอฟบีไอจะขอคำสั่งศาลแต่ทิมคุ้กก็ปฏิเสธและพร้อมที่จะต่อสู้ถึงที่สุดเขายืนยันว่าจะไม่ทำตามที่ขอหรือสั่งมา
เรื่องราวระหว่างเอฟบีไอกับแอปเปิ้ลเกิดขึ้นเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว เมื่อเห็นข่าวนี้ ผมเองก็รู้สึกว่ายอมรับไม่ได้กับการตัดสินใจของทิมคุ้กเพราะนี่คือการฆ่าอย่างไร้ความปราณีและมีโอกาสโยงใยถึงการก่อการร้ายด้วย ดังนั้นความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยของชีวิตผู้บริสุทธิ์จึงเป็นเรื่องที่ทิมคุ้กควรจะให้ความร่วมมืออย่างดีที่สุดและรวดเร็วที่สุดมิใช่หรือ?
แต่เมื่อได้อ่านคำแถลงของ ทิม คุ้ก ถึงเหตุผลที่เขาไม่สามารถให้ความร่วมมือได้ ผมก็เริ่มเข้าใจว่าเขาก็มีประเด็นเช่นกัน เขาบอกว่าขณะนี้บริษัทแอปเปิ้ลยังไม่มีวิธีการใดๆ ที่จะถอดรหัสเครื่องไอโฟนได้เหมือนกัน เพราะไอโฟนได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถรักษาข้อมูลที่เป็นส่วนตัวของเจ้าของไอโฟนไว้อย่างดีที่สุด ที่ผ่านมาบริษัทจึงไม่เคยคิดที่จะสร้างวิธีการในการถอดรหัสเพราะนั่นจะเป็นการทำลายระบบการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและความเป็นส่วนตัวของลูกค้า
ถ้าหากบริษัทต้องทำตามที่เอฟบีไอหรือศาลขอมา บริษัทก็ต้องใช้ความพยายามแต่ประเด็นที่สำคัญกว่านั้น ก็คือบริษัทไม่ประสงค์จะทำเช่นนั้น เพราะมันคือการสร้าง “ประตูหลัง” (Backdoor) ให้เข้าสู่ข้อมูลในไอโฟนได้ เป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับหลักการความเป็นส่วนตัวของลูกค้าโดยสิ้นเชิง
ทิมคุ้กบอกว่าการหาวิธี “เปิดประตูหลัง” ให้กับไอโฟนหนึ่งเครื่องก็มีความเสี่ยงว่าวิธีการดังกล่าวอาจเล็ดลอดออกไปสู่การเปิดประตูหลังให้กับไอโฟนอีกหลายล้านเครื่องทั่วโลก นั่นคือความเสี่ยงที่สำคัญอย่างยิ่งเพราะจะกระทบต่อข้อมูลที่เป็นส่วนตัวของเจ้าของไอโฟนอีกหลายล้านเครื่องทั่วโลกทันที
แน่นอนว่าการตัดสินใจของทิมคุ้กทำให้เอฟบีไอหงุดหงิดอย่างยิ่งและเอฟบีไอก็พยายามจะดำเนินการต่อไปให้ถึงที่สุดขณะเดียวกันซีอีโอของ Facebook Microsoft Twitter และ Google ต่างก็ออกมาสนับสนุนทิม คุ้ก กันทุกคน นอกจากนั้นเมื่อสองวันก่อนสามีของผู้ได้รับบาดเจ็บคนหนึ่งจากเหตุการณ์ครั้งนั้นก็ยังเปลี่ยนใจออกแถลงการณ์สนับสนุนทิมคุ้กเช่นกัน
ดังนั้นการถกเถียงประเด็นนี้จึงดำเนินต่อมาอย่างต่อเนื่องว่าระหว่าง “ความมั่นคงของชาติ” กับ “ความเป็นส่วนตัว” ของเจ้าของโทรศัพท์มือถือ นั้น อะไรสำคัญกว่ากัน จะบังคับให้แอปเปิ้ล “เปิดประตูหลัง” ได้หรือไม่ ล่าสุดเรื่องราวไปถึงรัฐสภาแล้วและสมาชิกสภาจำนวนมากออกมาแสดงความเห็นไม่พอใจถึงวิธีการของเอฟบีไอในการบังคับแอปเปิ้ลและบอกว่าเรื่องนี้ต้องจบที่รัฐสภา
ยังไม่มีใครทราบหรอกครับว่าในที่สุดแล้วผลจะออกมาเป็นเช่นใด แต่เรื่องราวอย่างนี้ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอในสังคม ซึ่งในที่สุดก็ต้องตัดสินใจแก้ปัญหากันไป บ้านเราก็มีหลายเรื่องอาทิประเด็นแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช หรือร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งแน่นอนว่าท่ามกลางความเห็นที่แตกต่างนั้นทางออกก็คือต้องมี “คนเคาะ” และเมื่อเคาะแล้วทุกอย่างก็ต้องดำเนินต่อไปตามกติกา อย่างเช่น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจะต้องไปเคาะกันที่ประชามติ เป็นต้น
สังคมจะหาข้อสรุปจากความเห็นที่แตกต่างและอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขก็ด้วยวิธีนี้เท่านั้น ถ้าจะไม่สงบสุขก็เห็นจะเป็นกรณีที่คนเคาะได้เข้าสู่ตำแหน่งด้วยวิธีวิ่งเต้นฝ่าระบบคุณธรรมเข้ามาและเมื่อได้ตำแหน่งก็เคาะตามคำสั่งเท่านั้นแหละครับเพราะถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่ต่างอะไรไปจาก สังคมที่มี “ประตูหลัง” นั่นเอง
คงจะพอเห็นภาพนะครับว่าตรงนี้เป็นความเสี่ยงสำหรับบ้านเราและเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาใหญ่ในอดีต เพราะว่าบ่อยครั้งทีเดียวที่ ประตูหลัง ในบ้านเรานั้น มันใหญ่กว่า ประตูหน้า ซะอีก
มาช่วยปิดประตูหลังของสังคม....กันเถอะครับ









