วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เราต้องการสังคมแบบไหน

บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด ผู้บริหาร

สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง3 ระบุว่าการประชุมคณะผู้บริหาร พิจารณากรณีนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ดำเนินรายการทางช่อง 3 ที่ศาลอาญามีคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำคุก 13 ปี 4 เดือน โดยไม่รอลงอาญา พร้อมกับพวก โดยได้ข้อสรุปว่าช่อง 3 พร้อมสนับสนุนนายสรยุทธ ดำเนินรายการทางหน้าจอช่อง3 ต่อไป เพื่อให้โอกาสนายสรยุทธ ใช้สิทธิต่อสู้คดีในศาลอุทธรณ์ ตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป

คำชี้แจงดังกล่าวยังระบุอีกว่า "ช่อง3 ให้เกียรติคุณสรยุทธ ที่ทำงานร่วมกันมากกว่า12ปี เป็นเหมือนคนในครอบครัวช่อง3 ตามชื่อรายการครอบครัวข่าวที่พัฒนาร่วมกัน พร้อมให้กำลังใจและสนับสนุนการทำงานของคุณสรยุทธต่อไป” ซึ่งทางช่อง3 เคารพคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวยังไม่สิ้นสุด ซึ่งตามกระบวนการยุติธรรมเปิดโอกาสให้ทุกคนต่อสู้คดีในศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา และ "ช่อง3 น้อมรับกระแสสังคมในทุกมุมมอง ทั้งกรณีที่ไม่เห็นด้วย แต่ต้องพิจารณามุมมองของผู้ชมที่ชื่นชอบนายสรยุทธ ไปพร้อมกัน"

อันที่จริง กรณีเช่นเดียวกันนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น กับกรณีของนายสรยุทธ แต่หากพิจารณาเทียบเคียงกัน เราจะพบว่ามีคดีที่มีลักษณะคล้ายกันมากมายในสังคมไทย โดยเฉพาะคดีที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่มีบทบาทกับเรื่องสาธารณะ อาทิ นักการเมือง ซึ่งที่ผ่านมา มีนักการเมืองบางคนถูกตัดสินเช่นเดียวกันในศาลขั้นต้น แต่ก็มักจะอธิบายด้วยเหตุผลเดียวกัน คือ “คดียังไม่สิ้นสุด”  ซึ่งทำให้สามารถทำหน้าที่ต่อไปได้ โดยรอจนกว่าผลของคดีจะสิ้นสุดในศาลฎีกา

หากพิจารณาจากท่าทีของช่อง 3 ต่อกรณีนี้ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดความคาดหมายตั้งแต่แรก แต่ประเด็นที่ต้องพิจารณาสำหรับกรณีนี้คือกิจกรรมหรือหน้าที่การงานของนายสรยุทธ เป็นกิจกรรมสาธารณะหรือไม่ หรือที่ชอบเรียกกันว่าบุคคลสาธารณะ กล่าวคือภาระหน้าที่การงานมีผลต่อส่วนรวมหรือไม่ ประเด็นต่อมาที่ต้องพิจารณาคือหากเป็นผู้มีหน้าที่การงานที่ส่งผลต่อสังคมโดยรวม เราจะพิจารณากรณีนี้อย่างไร และสังคมควรจะดำเนินการอย่างไรต่อกรณีเดียวกันนี้

แน่นอนว่าการอ้างเหตุผล“คดียังไม่สิ้นสุด” เป็นประเด็นที่รับฟังได้ในทางกฎหมายบ้านเมือง ซึ่งการต่อสู้คดีถือเป็นสิทธิอันชอบธรรมของผู้ถูกกล่าวหา แต่จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างถึง “ความไม่เหมาะสม” สะท้อนให้เห็นว่ากฏกติกาทางสังคมไม่มีเพียงแค่ตัวบทกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องสิ่งที่“ควร” หรือ “ไม่ควร”กระทำ ซึ่งทุกสังคมมักจะมีกฏกติกาสองแบบอยู่ด้วยกันเสมอระหว่างกฎหมายที่เป็นเรื่องของ“ทางการ” กับการปรพพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำที่ไม่จำเป็นต้องตราเป็นกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ดังที่กล่าวมาข้างต้น สังคมไทยที่ผ่านมามีตัวอย่างมากมาย โดยเฉพาะบุคคลสาธารณะอย่างกรณีนักการเมือง ที่มักอ้างเรื่อง“คดียังไม่สิ้นสุด” จึงทำให้กลายเป็นบรรทัดฐานอันเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าเป็นเหตุผลที่รับฟังได้ แต่คำถามสังคมไทยในยุคปฏิรูปสังคมการเมืองคือเราสามารถอ้างเหตุผลเช่นนี้ได้ต่อไปอีกหรือไม่ และหากคนไทยเห็นว่าจำเป็นต้องปฏิรูปกฎกติกาหลายๆอย่างในอดีตเพื่อสร้างกฎกติกาที่ดี ก็จำเป็นอย่างยิ่งต้องตอบคำถามเหล่านี้อย่างจริงจัง

เราเห็นว่าจากคดีของนายสรยุทธ ซึ่งถือเป็นบุคคลที่มีบทบาทสูงในสังคม และเกิดกรณีเช่นนี้ขึ้น คนไทยต้องหาคำตอบว่าจะทำอย่างไร ซึ่งคำตอบของคนไทยทั้งประเทศต่อกรณีนี้ ก็จะเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าจริงๆ แล้วคนไทยต้องการสังคมแบบไหน และเราจะอยู่กับสังคมแบบไหนจากนี้ไปในอนาคต ทั้งๆ ที่สังคมไทยในช่วงที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก