การประชุมกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (G-77) ที่ประเทศไทย
เป็นเจ้าภาพวานนี้(29 ก.พ.) มีหัวข้อการประชุมใหญ่ว่าด้วย หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงหนทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (Bangkok Roundtable on Sufficiency Economy: an Approach to Implementing the Sustainable Development Goals) โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง(Sufficiency Economy Philosophy) ซึ่งไทยน้อมนำมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศมากว่า40ปี
แนวคิดเศรษฐกิจแบบพอเพียง เป็นแนวทางหนึ่งที่สนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย การพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติได้ (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ไทยกำลังผลักดัน ถือว่ามีความเหมาะสมที่จะนำไปใช้ทั้งประเทศกำลังพัฒนา และประเทศที่พัฒนาแล้ว จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่สหประชาชาติหรือยูเอ็น ให้ความสำคัญ ในห้วงระยะเวลา 15 ปีข้างหน้าหรือไปจนถึงปี 2030 เพราะเรื่องดังกล่าวสามารถนำไปปรับใช้วิถีชีวิตได้ทุกระดับ
แน่นอนว่าผู้แทนหลายประเทศที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ให้ความสนใจกับแนวคิดดังกล่าว โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา ที่ต้องเข้าไปอยู่ในกระแสโลกาภิวัตน์ยุคใหม่ ที่มุ่งการพัฒนาระบบทุนนิยมอย่างไร้ขีดจำกัด และหลายประเทศย่อมรับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเศรษฐกิจยุคใหม่ด้วยกันทั้งสิ้น แต่ดูเหมือนว่าแนวทางการพัฒนาไปสู่ประเทศอุตสาหกรรม หรือประเทศพัฒนาแล้วนั้นเป็นหนทางที่ยากลำบากอย่างมาก และอาจต้องแลกกับการสูญเสียในด้านต่างๆมากมายเพื่อแลกกับความทันสมัยที่เกิดขึ้น
อันที่จริง แนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนของยูเอ็นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานหลายปี และยูเอ็นพยายามสนับสนุนแนวทางดังกล่าวในหลายประเทศ แต่ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการใช้แนวคิดไปปฏิบัติอยู่ในวงจำกัด และหากจะกล่าวถึงที่สุดแล้ว แนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนอาจไปขัดขวางการพัฒนาของระบบทุนนิยมโลกในปัจจุบัน เพราะลักษณะของทุนนิยมคือการพึ่งพาระบบตลาดและการบริโภค เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถพัฒนาและเติบโตได้อย่างต่อเนื่องจากการใช้ทรัพยากรอย่างไม่จำกัดเท่าที่ตลาดจะอำนวย
ประเด็นปัญหาของยูเอ็นก็เช่นเดียวกับไทยและรัฐบาลหลายประเทศทั่วโลก กล่าวคือ ในขณะที่เราสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจแบบยั่งยืน เราก็ส่งเสริมการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมไปในตัวด้วย จึงดูประหนึ่งว่าเราทำกันพร้อมกันสองแนวทาง โดยหวังว่าทั้งสองแนวทางจะสามารถหาความสมดุลได้ในที่สุด ซึ่งดูเหมือนว่าคนพยายามหาทางการอยู่ร่วมกันระหว่างการพัฒนาแบบยั่งยืนกับระบบทุนนิยม แต่คำถามคือจะเป็นไปได้หรือไม่ หากเราเน้นไปทั้งสองด้านในเวลาเดียวกันและเป็นสองด้านที่มีความขัดแย้งกันในตัว
สำหรับประเทศไทย รัฐบาลหลายยุคหลายสมัยได้น้อมนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯยึดเป็นแนวนโยบายหลายด้าน ดังจะเห็นได้จากวิกฤติต้มยำกุ้งในอดีต ซึ่งปรากฏว่าภาคที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือภาคเศรษฐกิจสมัยใหม่ที่ผูกติดกับทุนนิยมโลกอย่างแยกไม่ออก ในขณะที่ภาคเกษตรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศและยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงมานานไม่ได้รับผลกระทบ และภาคเกษตรนี้เองที่ทำให้เราสามารถฟื้นตัวจากวิกฤติในครั้งนั้นได้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้น การใช้แนวคิดหรือหลักปรัชญาเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้นจึงเผชิญกับการท้าทายสำคัญ คือ ทำอย่างไรจะสามารถยืนยงอยู่ได้ในยุคทุนนิยมทะลุทะลวงไปถึงก้นครัว เราจะหาความพอดีอย่างไรให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ เพราะหากมีการยึดหลักปรัชญาการพัฒนาแบบยั่งยืนมากขึ้นเรื่อยๆ ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็จะเป็นระบบทุนนิยมเอง ซึ่งถือเป็นเรื่องท้าทายอย่างมากว่าจะปฏิบัติกันอย่างไรในแต่ละประเทศท่ามกลางกระแสทุนนิยมโลกในยุคปัจจุบัน






