วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แค่ไหนถึงจะสอนปริญญาได้

ปัจจุบันแทบทุกบ้านเมืองที่พัฒนาแล้วให้ความสำคัญกับอุดมศึกษา หรือการศึกษาเพื่อรับปริญญา ไม่ใช่เพราะต้องการ

ให้คนในบ้านเมืองนั้นมีปริญญากันทุกคน แต่เพราะต้องการใช้การศึกษาเพื่อรับปริญญาเป็นกลไกในการช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาของบ้านเมือง และไม่ใช่เฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยี แต่รวมไปถึงการพัฒนาสรรพสิ่งที่เกี่ยวโยงกับชีวิตที่ดีขึ้น สรรพสิ่งที่ทำให้ผู้คนอยู่อย่างมีความหมายมากขึ้น บ้านเมืองมีขีดความสามารถในการแข่งขันกับบ้านอื่นเมืองอื่น

เปรียบเหมือนกับการที่จะมีสนามกีฬาใหญ่โตแค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าไม่มีนักกีฬาเก่งๆ สนามกีฬาใหญ่โตเหล่านั้นก็ทำอะไรให้บ้านเมืองนั้นไม่ได้ อุดมศึกษาวันนี้กลายเป็นเวทีฝึกคิดฝึกสร้างสรรค์ บ้านเมืองใดมองอุดมศึกษาเป็นพลังขับเคลื่อนความคิด ความสร้างสรรค์ของประเทศ บ้านเมืองนั้นก็ก้าวไกลในโลกนี้ บ้านเมืองใดมองอุดมศึกษาเป็นแค่สถานที่สอบรับปริญญา บ้านเมืองนั้นมีอุดมศึกษาก็เหมือนไม่มี

พลังของคนหนุ่มสาวที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับอุดมศึกษาต้องถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการสร้างสรรค์บ้านเมืองอย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล ถ้าทำแค่นั่งฟังบรรยายกันไปสี่ปี โดยแทบไม่ได้ทำอะไรอื่นใดเลยนอกจากการสอบ มีกิจกรรมเสริมสร้างความสนุกสนานกันไปแก้เบื่อที่ต้องนั่งเรียนกัน ไม่ใช่คิดทำเพื่อสร้างการพัฒนาด้วยจิตมุ่งมั่น และด้วยพลังขับเคลื่อนของคนหนุ่มสาว

อุดมศึกษาจึงมีหลายภารกิจ อุดมศึกษาต้องจัดเวทีที่เหมาะสมให้คนหนุ่มสาวฝึกคิดฝึกสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ โดยเป็นเวทีที่ทันโลกทันสมัย ไม่ใช่เวทีเดียวกับที่กาลิเลโอเคยใช้เมื่อ 400-500 ปีก่อน สถานที่เดิม แต่ฉากประกอบการแสดงต้องเปลี่ยนแปลงไปโดยตลอด โลกไปไกลแค่ไหน โลกวันหน้าเป็นอย่างไร อุดมศึกษาต้องจัดเวทีที่รองรับการเปลี่ยนแปลงนี้ให้คนหนุ่มได้เรียนรู้ ได้คิดค้นสร้างสรรค์นานาประการที่จะเป็นคุณกับบ้านเมืองนั้นในการอยู่ร่วมโลกที่ก้าวหน้าไป

โรงละครเก่าแก่อยู่ได้โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงหลายร้อยปี แต่ฉากประกอบการแสดงนั้นอายุไม่กี่วัน ไม่กี่เดือนก็ต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว สภาพแวดล้อมของอุดมศึกษาจึงต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงได้เช่นเดียวกับฉากประกอบการแสดงที่ต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับบริบทของการแสดง สภาพแวดล้อมอุดมศึกษาก็ต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมสำหรับการฝึกคิด ฝึกสร้างสรรค์ ของคนหนุ่มสาวตามบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โรงละครต้องมีคนออกแบบฉาก คนสร้างฉาก อุดมศึกษาก็ต้องมีคนออกแบบการฝึกคิดฝึกสร้างสรรค์ ต้องคอยปรับเปลี่ยนเวทีให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในวันนี้ และวันหน้า

ในแทบทุกบ้านเมืองในโลกนี้จึงมีข้อกำหนดว่าในการสร้างเวทีสำหรับฝึกคิด ฝึกสร้างสรรค์ให้กับคนหนุ่มสาวที่กำลังจะเป็นผู้คนที่ไปช่วยคิด ช่วยสร้างสรรค์ให้กับบ้านเมืองนั้น กลายเป็นคนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นบัณฑิต ยกย่องว่าเป็นผู้ทรงปัญญา คิดได้สร้างสรรค์ได้ ต้องมีอาจารย์จำนวนเท่าใดและมีความสามารถใดบ้าง

การจัดเวทีฝึกคิดฝึกสร้างสรรค์ต้องการความเป็นมืออาชีพ ทุ่มเททำงานเต็มเวลา ไม่ใช่ทำแบบงานอดิเรก เพราะต้องปรับเปลี่ยนกันทุกวัน ต้องคิดออกแบบกันทุกวัน ข้อกำหนดขั้นต่ำของการเปิดสอนปริญญาในบ้านเรา จึงกำหนดว่าใครจะสอนปริญญาตรีขอให้มีคนดูแลการจัดเวทีฝึกคิดฝึกสร้างสรรค์สักห้าคน โดยกำหนดให้ทั้งห้าคนนี้เป็นผู้ช่วยกันดูแลรับผิดชอบหลักสูตรนั้น อาจารย์แต่ละคนก็ขอให้เคยฝึกคิดฝึกสร้างสรรค์กันมามากพอที่จะรู้ว่าจัดเวทีแบบไหนจึงจะได้ผลกับคนเรียนกลุ่มไหน ต้องการใช้เครื่องไม้เครื่องมืออะไรบ้างในการจัดเวทีนั้น

อาจารย์ที่จะทำแบบนี้ได้ก็ควรจะเคยฝึกคิดฝึกสร้างสรรค์มาในระดับที่สูงกว่าระดับที่ตนเองจะมาดูแลจัดเวทีให้คนอื่นมาฝึก จะบวชให้ใครได้ก็ต้องฝึกถึงขั้นเป็นพระอุปัชฌาย์ ข้อกำหนดจึงขอให้ฝึกมาในระดับมหาบัณฑิตเป็นอย่างน้อย ก่อนที่จะมาจัดเวทีฝึกบัณฑิต และอาจารย์ต้องรู้จักปรับเปลี่ยนเวทีตามยุคตามสมัยได้ อาจารย์จึงต้องวิจัยค้นหาความจริง หรือมีการสร้างสรรค์ของตนเองอยู่อย่างต่อเนื่อง ขอแค่สักงานหนึ่งในระยะเวลาห้าปี ไม่ได้มากมายอะไรนักหากเทียบกับอาจารย์ในบ้านเมืองที่พัฒนาแล้ว เพราะเขาขอให้มีผลงานคิด ผลงานสร้างสรรค์ของตัวอาจารย์เองทุกปี

ถ้าจะฝึกบัณฑิตไปเป็นคนคิดหนทางการปฏิบัติใหม่ๆ สำหรับอุตสาหกรรม คนจัดเวทีการเรียนรู้ก็ต้องเป็นคนที่เคยปฏิบัติงานนั้นมาจริงๆ ในวงการอุตสาหกรรมนั้น ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นคนไม่เคยทำมาแนะนำให้คนรุ่นหลังทำตามในสิ่งที่ตนเองไม่เคยลงมือทำ

ดังนั้น ข้อกำหนดเลยบอกว่าถ้าจะสร้างนักคิดที่ลงมือทำได้ในอุตสาหกรรมใด ท่านอาจารย์อย่างน้อยสองท่านจากห้าท่านก็ต้องเป็นนักคิดที่ลงมือทำได้จริง ถ้าในสถาบันอุดมศึกษาหาอาจารย์แบบนี้ไม่ได้ ข้อกำหนดก็บอกว่าให้ไปร่วมมือกับหน่วยงานที่เข้มแข็งในอุตสาหกรรมนั้น แล้วใช้พนักงานที่เป็นนักคิดที่ลงมือปฏิบัติจริงจากหน่วยงานนั้นมาสอนแทน จะจบแค่ปริญญาตรีก็ได้ แต่ต้องทำงานจริงมาแล้วสักหกปี โดยขอให้เป็นการร่วมมือกันอย่างจริงจัง ร่วมกันจัดเวทีฝึกคิดฝึกสร้างสรรค์ด้วยกัน ไม่ใช่แค่เป็นงานพิเศษตามตามใจตนเอง

อนาคตของคน อนาคตของชาติไม่สามารถฝากไว้กับงานอดิเรก ต้องฝากไว้กับงานอาชีพที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและทุ่มเท

เท่าที่ยกตัวอย่างมานี้ คงวินิจฉัยได้ว่าเราจะฝากอนาคตคน อนาคตบ้านเมืองไว้กับอุดมศึกษาโดยปราศจากข้อกำหนดใดๆ ได้หรือไม่ จะยอมให้ปริญญากันได้ตามใจชอบเพราะเป็นเสรีภาพทางวิชาการได้หรือไม่ และที่สำคัญที่สุดคือ ข้อกำหนดขั้นต่ำของคนที่จะมาเป็นอาจารย์ดูแลการฝึกคิดฝึกสร้างสรรค์ให้กับคนหนุ่มสาวที่จะมาดูแลอนาคตของบ้านเราเข้มงวดมากเกินไป หรือน้อยเกินไปในวันนี้