เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมพูดถึงปัจจัยที่ทำให้บิล เกตส์และนายแพทย์พอล ฟาร์เมอร์ ควรได้รับรางวัลโนเบล
สาขาสันติภาพ โดยบิล เกตส์บริจาคทรัพย์สินจำนวนมหาศาลพร้อมทั้งเวลาและความสามารถเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ส่วนหมอฟาร์เมอร์บริจาคเวลาและความรู้ความสามารถทางด้านการแพทย์ ผมอ้างถึงเพียงผ่านๆ เรื่องวอร์เรน บัฟเฟตต์ ต้องการบริจาคทรัพย์สินหลายหมื่นล้านดอลลาร์ให้มูลนิธิเพื่อการกุศลของบิล เกตส์ บริหารจัดการแต่มิได้พูดถึงกระบวนการที่นำไปสู่การบริจาคนั้น
อาจเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์ สร้างความร่ำรวยด้วยการลงทุนผ่านการซื้อหุ้นในบริษัทต่างๆ ความสามารถในการทำกำไรได้อย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลายาวนานทำให้เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นเซียนเหนือเซียน กระนั้นก็ตาม วอร์เรน บัฟเฟตต์ ไม่แสดงอะไรออกมาเพื่ออวดอ้างว่าตนเป็นมหาเศรษฐีและเซียนเหนือเซียน เขายังอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมที่เขาซื้อมากว่า 50 ปี หรือก่อนที่เขาจะเป็นเศรษฐีใหญ่ เขาไม่มีแม้แต่คนขับรถ เวลาไปไหนมาไหนในย่านที่บ้านของเขาตั้งอยู่ เขายังขับรถไปเองแม้อายุจะกว่า 85 ปีแล้วก็ตาม ตอนก่อนเขาตัดสินใจบริจาคทรัพย์สินให้มูลนิธิของบิล เกตส์ เขากล่าวว่า การทำเงินนั้นไม่ยากเท่าการบริจาคเงินเพื่อการกุศล เขาใช้เวลาศึกษาแนวการบริจาคอันหลากหลายของบรรดามหาเศรษฐีและเป้าหมายและแนวการบริหารจัดการของมูลนิธิต่าง ๆ อย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ
ปัจจัยที่ทำให้วอร์เรน บัฟเฟตต์ มองว่าการบริจาคมิใช่ของง่าย ได้แก่เรื่องประสิทธิภาพของการบริหารจัดการเพื่อทำให้การบริจาคนั้นบรรลุเป้าหมาย ประสิทธิภาพของการบริหารจัดการโครงการเพื่อการกุศลเป็นประเด็นที่ผู้บริจาคโดยทั่วไปมักไม่ค่อยใส่ใจนัก แต่สำหรับวอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งมองว่าเงินทุกดอลลาร์มีค่าสูงมาก เห็นว่ามันมีความสำคัญยิ่งในการศึกษาการบริจาคของมหาเศรษฐี และการบริหารจัดการของมูลนิธิต่างๆ เขาคงพบอะไรหลายอย่างรวมทั้งค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ ซึ่งสูงเกินไปจนทำให้เกิดความประทับใจว่า มีเหลือบริ้นหากินกับศรัทธาของผู้บริจาค เกี่ยวกับประเด็นนี้มีบทความน่าสนใจในนิตยสาร Reader’s Digest ฉบับประจำเดือนธันวาคม-มกราคมที่ผ่านมา ชื่อ Uncharitable! ซึ่งคงแปลว่า “ไม่เป็นกุศล”
ทุกปีชาวอเมริกันบริจาคทรัพย์สินจำนวนมหาศาลเพื่อการกุศล เมื่อปีที่ผ่านมา ข้อมูลในนิตยสารนั้นบ่งว่าพวกเขาบริจาคเกือบ 3.6 แสนล้านดอลลาร์จริงอยู่เงินจำนวนมหาศาลนั้นส่วนใหญ่ถูกใช้ไปในทางที่มีประโยชน์และอย่างมีประสิทธิภาพ แต่นิตยสารยกตัวอย่างมาเสนอว่า บางกรณีมีปัญหาสาหัส คงเป็นปัญหาจำพวกนี้ที่ทำให้วอร์เรน บัฟเฟตต์ บอกว่าการบริจาคมิใช่ของง่าย นิตยสารนั้นนำตัวอย่างมาเสนอ 4 กรณีด้วยกัน
กรณีแรกเป็นการตั้งองค์กรขึ้นมาซึ่งเกือบจะเรียกได้ว่าเพื่อหาเงินเข้ากระเป๋าของผู้ก่อตั้งโดยตรง องค์กรที่นิตยสารอ้างถึงได้แก่ “กองทุนมะเร็งแห่งอเมริกา” ซึ่งโฆษณาว่ามีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็ง องค์กรนี้มีองค์กรในเครือข่ายหลายแห่งซึ่งใช้วิธีโทรศัพท์ไปเรี่ยไรเงินทั่วประเทศ การสอบสวนของคณะกรรมการด้านการค้าพบว่า เพียงร้อยละ 3 ของเงินที่ได้มาถูกใช้ไปในทางด้านช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็ง ส่วนอีกร้อยละ 97 ถูกใช้ไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผู้ก่อตั้งและญาติมิตร
กรณีที่สองเป็นเรื่องเกี่ยวกับการปิดบังรายละเอียดของการใช้จ่ายจนส่งผลให้ประเมินผลได้ยาก ตัวอย่างที่นิตยสารนำมาเสนออาจทำให้คนทั่วไปแปลกใจ เพราะมันเกี่ยวกับองค์กรที่มีชื่อเสียงและเครือข่ายทั่วโลก นั่นคือ สภากาชาดแห่งอเมริกา นิตยสารอ้างถึงการช่วยเหลือเฮติซึ่งได้รับความเสียหายร้ายแรงมากจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อปี 2553 ในการเรี่ยไรเพื่อนำไปช่วยเหลือชาวเฮติ สภากาชาดแห่งอเมริกาได้เงินถึง 488 ล้านดอลลาร์ สภากาชาดนั้นแถลงว่าจะใช้เงิน 100 ล้านดอลลาร์ในโครงการสร้างบ้านใหม่ให้แก่ชาวเฮติ แต่หลังเวลาผ่านไป 4 ปี โครงการนี้สร้างบ้านเพียง 6 หลังเท่านั้น
สภากาชาดนำเหตุผลต่างๆ มาอ้างเพื่อแก้ต่างให้แก่การทำงานแบบประหลาดของตน แม้จะถูกรุกเร้าจากผู้บริจาคเงินและสื่อ แต่สภากาชาดก็ไม่ยอมแสดงรายละเอียดของการใช้เงินนอกจากบอกว่าได้ใช้ผ่านองค์กรอื่นอีก 50 แห่งซึ่งแต่ละแห่งหักค่าบริหารจัดการ นอกจากนั้น สภากาชาดอเมริกันเองยังหักค่าบริหารจัดการจากเงินที่ส่งผ่านองค์กรเหล่านั้นอีกร้อยละ 9-24 เนื่องจากองค์กรนี้ไม่ยอมเปิดเผยตัวเลขอย่างละเอียด การประเมินจึงส่งผลให้เกิดความสงสัยว่าเงินบริจาคกองใหญ่นั้นอาจถูกยักยอก
กรณีที่สามเป็นเรื่องเกี่ยวกับการขาดประสิทธิภาพแบบร้ายแรง กรณีนี้ต่างกับกรณีแรกและกรณีที่สองในแง่ที่มิได้มีการนำเงินไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของใครและไม่มีการปิดบังข้อมูล นิตยสารอ้างถึงองค์กรการกุศลชุมชนแห่งหนึ่งซึ่งประกาศเป้าหมายของตนว่าเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยและปัญหาด้านสุขภาพ ตัวเลขบ่งว่า องค์กรนั้นใช้เงินถึงร้อยละ 91 เพื่อการบริหารจัดการงานของตนซึ่งสูงผิดปกติ ทั้งนี้เพราะผู้เชี่ยวชาญทางด้านการบริหารจัดการองค์กรเพื่อการกุศลเห็นว่าโดยทั่วไป องค์กรจำพวกนั้นจะใช้เงินที่ได้มาร้อยละ 25-35 เพื่อการบริหารจัดการ
กรณีสุดท้ายเกี่ยวกับการจ้างบริษัทนายหน้าให้หาผู้บริจาคเงินให้ ในกรณีนี้บางทีบริษัทนายหน้าหักค่าใช้จ่ายสูงถึงร้อยละ 90 ของเงินที่เรี่ยไรได้มา
กรณีในแนวที่อ้างถึงนั้นจะมีอยู่ในเมืองไทยมากน้อยเพียงไรผมไม่ทราบอย่างแน่ชัด แต่ประสบการณ์ตรงบ่งว่าน่าจะมีอยู่มากเหมือนกัน ฉะนั้น จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันผ่านองค์กรต่างๆ จึงต้องตรวจสอบประวัติและกระบวนการทำงานอย่างถี่ถ้วนเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็นกองทุน มูลนิธิหรือแม้แต่วัด






